เว็บไซต์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง “การศึกษา คือ อาวุธอันทรงพลังที่สุด ซึ่งคุณสามารถใช้ ในการเปลี่ยนแปลงโลก” @ เนลสัน แมนเดลา
ในอ้อมกอดกลางตลาดที่มืดมน และข้อเสนอตลาดปลอดภัย
แม้ตลาดเป็นลมหายใจเข้าออกของชีวิตมาหลายสิบปี ของครอบครัว “เจนนฤมิตร”  ไม่แตกต่างจากมามา หรือ “ฮาซานะ เจ๊ะมีนา”  (ซึ่งสูญเสียลูกชาย คือยีลี หรือ มะยากี แวนาแว ในตลาดสดพิมลชัยเมื่อ 22 ม.ค.2561 เขียนไว้ในเรื่องเล่าตอนที่แล้ว) แต่การสูญเสียภรรยา คือ สุปรีดา เจนนฤมิตร ในตลาดสดพิมลชัย ที่ผ่านมานี้  คงทำให้ “วรศักดิ์” ผู้เป็นสามี ตัดสินใจขอปิดฉากชีวิตทำมาค้าขายตลอด 20 ปี ในตลาดลง  เพราะไม่มีใครรับสานต่อ ตัวเขาเองก็มีงานทำเป็นช่างอยู่แล้วที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง จ.ปัตตานี (ภรรยาเป็นน้องสาวของเจ้าของโรงแรมเซาท์เทิร์นวิว) ในขณะที่คนในครอบครัวที่เหลือคือ ลูกชาย 2 คน มีงานทำอยู่ที่กรุงเทพฯ วรศักดิ์  เล่าว่าลูกชายที่เรียนจบปริญญาตรีทั้งสองคน โดยคนโตเป็นวิศวกรช่างโยธา คนเล็กทำงานบริษัท เป็นผลิตผลของความอดทน ขยันหมั่นเพียรของภรรยาเป็นหลัก ที่ทำมาค้าขายอยู่ในตลาด ประเภทของเบ็ดเตล็ดต่างๆ รวมทั้งรับฝากรถ และเปิดบริการห้องน้ำ ภรรยายังหารายได้อีกทาง ด้วยการทำหน้าที่จ่ายตลาดซื้อวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้ทำอาหารส่งให้โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ครอบครัวไม่ได้อาศัยตลาดสำหรับเป็นที่ทำมาค้าขายเท่านั้น แต่เขายังมี “บ้าน” เป็นที่หลับนอนอยู่ในตลาดด้วย เป็นชั้นบนของร้าน  ด้วยเหตุนี้ ในเช้าตรู่ของวันเกิดเหตุ เขาจึงอยู่ในเหตุการณ์ เขาเล่าว่า  สิ้นเสียงระเบิด เขาตะโกนเรียกภรรยา  แล้ววิ่งออกมาหน้าบ้าน  เห็นภรรยาโดนระเบิดนอนอยู่  เขาจึงรีบเข้าไปอุ้มเธอไว้และเขย่าตัวเรียก ตอนนั้นเธอยังไม่สิ้นลม  มีอาการตอบรับ  เปลือกตายังขยับขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบนิ่งไปในอ้อมกอดของเขา กลางตลาดในเช้าที่แสนจะมืดมนที่สุดในชีวิตของเขา เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เขาหยุดนิ่งไปสักครู่  แล้วก็พูดออกมาด้วยเสียงที่เบาอยู่ในลำคอ และขอบตาเริ่มแดง ว่า “ผมคิดถึงเขานะ” หลายคนคงจำภาพเขากับภรรยาได้ติดตา เพราะเป็นภาพที่มีผู้บันทึกนาทีนั้นไว้ทัน และโพสต์แชร์ทางโซเชียลมีเดียในช่วงวันแรกๆของการเกิดเหตุ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้เห็นเป็นอย่างมาก วรศักดิ์อยู่ในชุดนอน ขาข้างซ้ายเลือดโชก ประคองภรรยาที่นอนนิ่งกับพื้นไว้ในอ้อมกอด แล้วตัวเขาก็เอี้ยวตัวหันออกมาด้วยสายตาที่วิงวอน เหมือนกำลังจะร้องขอความช่วยเหลือจากใครก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังของร้านรวง... “คนที่ไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้กับตัวจริงๆ ก็คงไม่รู้ว่าเป็นยังไง ครั้งก่อนๆ เพื่อนๆเจอเหตุการณ์ ผมก็เห็นใจเขานะ  แต่ตอนนี้เรามาเจอกับตัวเราเอง ภรรยาเราเอง มันหนักมาก  พูดไม่ออก ก็ขอให้ทางรัฐช่วย ว่าจะช่วยยังไง เราก็ได้แต่ระวังตัว แค่นั้นเอง” วรศักดิ์ เป็นคนหาดใหญ่ ส่วนภรรยาเป็นคนยะลา เขาแต่งงานอยู่กินกับภรรยาที่ยะลามาสามสิบปี พบเห็นและประสบเหตุการณ์ความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ต่างจากคนในพื้นที่ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปี 2547 และเมื่อ 23 ส.ค. 2559 ก็เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งครั้งนั้น มีผู้เสียชีวิต 1 คนบาดเจ็บ 30 คน อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ก็ไม่คิดที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น แม้ในครอบครัวไม่เหลือใครอยู่ในพื้นที่แล้วก็ตาม “ไม่ท้อ สู้ครับ” คำพูดนี้ ทำให้เราผู้ไปเยี่ยมรู้สึกชื่นใจแทน และชื่นชมในความเข้มแข็งของเขา เมื่อถามว่า มีพี่น้องมุสลิมเข้ามาเยี่ยมเยียนไหม เขาบอกว่า มากันตลอด อีกสักพัก ก็จะมีเพื่อนๆ และลูกน้องซึ่งเป็นมุสลิมทำงานที่โรงแรมด้วยกันมาเยี่ยมและให้กำลังใจ น้องคนที่นั่งอยู่ในงานศพคนนั้น (เขาชี้มาที่ชายร่างอ้วน ที่นั่งคุยอยู่ในวงญาติ โต๊ะใกล้ๆ) ก็เป็นมุสลิมที่ทำงานด้วยกันนะ เขามาช่วยผมตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนถึงวันนี้ เขาไม่ทิ้งผมเลย “เรื่องนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับศาสนา”  เขาบอกเรา แม้เหตุการณ์ครั้งนี้ วรศักดิ์ เห็นว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่เขาก็เห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในตลาด ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันเหตุร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก เขาให้ความเห็นว่า  “คราวนี้ก็ต้องอยู่ที่ภาคส่วนของรัฐกับชาวบ้านต้องช่วยสอดส่องดูแลกัน ภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องภาคประชาชนด้วย อันไหนผิดสังเกตต้องแจ้ง แล้วต้องบอกต่อ และต้องมีหน่วยงานที่รับเรื่องนี้โดยตรง โดยเฉพาะ เช่นถ้ามีรถผิดสังเกตจอดหน้าร้าน  ให้โทรไปไหน เบอร์อะไร ให้มีองค์กรชัดเจนที่รับเรื่อง ในตลาดไม่มีกล้องวงจรปิด มืดด้วย ทางเข้าตลาดก็เข้าได้หลายทาง” ความปลอดภัยในตลาด ก็คือ ความปลอดภัยของชีวิตแม่ค้า พ่อค้า ที่หาเช้ากินค่ำ  ผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพลเรือนทั้งที่เป็นพุทธ และมุสลิม   ตลาดจึงเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องได้รับการยกเว้นจากการก่อเหตุรุนแรง และปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม! #พื้นที่สาธารณะต้องปลอดภัย (โซรยา จามจุรี คำนึง ชำนาญกิจ และ นิฮัสน๊ะ กูโน บันทึกเรื่องราว) 
ตลาด...ลมหายใจของชีวิต อย่าทำร้ายตลาดเลยนะ!
สำหรับมามา หรือ “ ฮาซานะ เจ๊ะมีนา” แล้ว   “ตลาด” มีความหมายต่อครอบครัวยิ่งนัก   เพราะอย่างน้อย 6ชีวิต คือ เธอและสามี รวมทั้งลูกๆอีก  4  คน ล้วนแล้วแต่ต้องฝากปากท้องและความอยู่รอดของครอบครัวไว้กับตลาด             15 ปี ที่เธอและสามีเปิดแผงขายปลาสดและอาหารทะเลในตลาดพิมลชัย  อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อส่งเสียให้ลูกๆได้เรียนหนังสือ จนลูกชายคนโตคือ “มะยากี (ยีลี)  แวยาแว”  วัย 29  ปี  สามารถเรียนจบฮาฟิส (การท่องจำอัลกุรอาน) และศาสนาชั้นสูงจากมัรกัสยะลา  และได้กลายเป็นที่พึ่งหลักของครอบครัว  โดยออกมาช่วยแม่ขายของและขับรถรับส่งแทนพ่อที่แก่ตัวลงและเริ่มป่วย  ซึ่งตอนนี้คงได้แต่ทำหน้าที่เป็นอิหม่ามอยู่ที่บ้าน  โดยไม่สามารถออกมาขายของในตลาดกับแม่เช่นที่เคยทำด้วยกันมากว่าสิบปี             แต่แล้วความหวังก็ดับสูญ  หลังสิ้นเสียงระเบิดเมื่อเช้าตรู่ของ วันที่  22 ม.ค. 2561 เมื่อหนึ่งใน 3 ของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ เป็นลูกชายของเธอ คือ ยีลีนั่นเอง  ในขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งกุ้งตามลูกค้าสั่ง ซึ่งกำลังจะขับกลับมายังแผงขายปลาของครอบครัว  แล้วก็ผ่านตรงจุดเกิดเหตุนั้นพอดี               “ตูม” สิ้นเสียงระเบิด เขาตายคาที่  ด้วยแรงระเบิดจากรถมอเตอร์ไซค์บอมบ์  วิญญาณของผู้ที่บริสุทธิ์เช่นยีลี  คงจะกลับคืนสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าอย่างสุขสงบ จะทิ้งไว้ก็แต่ความสับสนอลหม่านในตอนนั้น  เสียงกรีดร้องของคนที่ได้รับบาดเจ็บนับสิบ และการขอความช่วยเหลือ ท่ามกลางฝุ่นควันของระเบิด และซากปรักหักพังของร้านรวง              นอกจากยีลีแล้ว ระเบิดยังได้คร่าชีวิตแม่ค้าในตลาดอีก 2 คน และบาดเจ็บอีกราว 20 คน !!             วันนั้นมามาบอกว่า  เธอขายของอยู่ในตลาดบริเวณตอนใน    ซึ่งอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ  เลยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เมื่อรู้ว่าลูกโดนระเบิดจากการเช็คข่าวจากโทรศัพท์ของชาวตลาด  หัวใจก็แทบสลาย  และรีบรุดไปดูร่างที่สิ้นลมแล้วของลูก ที่ถูกส่งไปยังโรงพยาบาล             วันที่กลุ่มผู้หญิงจาก Civic Women ไปเยี่ยมมามาที่บ้าน ที่บางตาวา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี  และสัมภาษณ์เพื่อทำรายการนักข่าวพลเมือง  มามาพูดอะไรแทบไม่ออก เสียงให้สัมภาษณ์เบา และดูหวิวๆ   เสียงของมามาก็คงระบมบอบช้ำพอๆ กับหัวใจ มีน้ำตาซึมๆอยู่ที่ขอบตา แต่ไม่ไหลรินให้เห็น  อาจจะไหลล้นเต็มอยู่ในหัวอก หรือไม่ก็สะอื้นไห้จนเหือดแห้งหายไปแล้วก็ได้ในวันที่ลูกเสียชีวิต             และด้วยการเป็นศรัทธาชน ที่เชื่อว่าการเกิดตายเป็นไปตามลิขิตของพระเจ้า  มามาจึงดูสงบนิ่งเยือกเย็น ไม่ต่างจากภรรยาสาวของยีลี  “นุสรี เวาะมะ”  ซึ่งเป็นครูสอนอัลกรุอาน วัย 22 ปี ที่เพิ่งครองคู่กันมาเพียงแค่ 8 เดือน  เธอก็ดูสงบนิ่งไม่แพ้กัน  ภายใต้ผ้าคลุมปิดหน้าสีดำ [ภาพประกอบ: (ซ้าย) ภาพผู้เสียชีวิต นายมะยากี แวยาแว อายุ 29 ปี, (กลาง) คนในครอบครัวมะยากี, และ (ขวา) ภาพแม่ของผู้เสียชีวิต นางฮาซานะ เจ๊ะมีนา (คนกลาง) ขณะให้สัมภาษณ์]             ครอบครัวที่เป็นผู้สูญเสียมุสลิมส่วนใหญ่มักจะเก็บอาการ  ไม่แสดงออกถึงความโศกเศร้าสูญเสียอย่างรุนแรงให้เห็นกันได้ง่ายๆ  เป็นเพราะมีศาสนาช่วยปลอบประโลมเยียวยาจิตใจ รวมทั้งช่วยลดทอนความโกรธแค้น ขมขื่น   ด้วยเหตุนี้ เมื่อถามว่ามามามีอะไรจะฝากไปยังผู้ก่อเหตุ เธอจึงไม่มีอะไรฝากอย่างมีอารมณ์  เว้นแต่บอกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ว่า “ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก สงสารคนที่ต้องทำมาหากิน”             ความกังวลของมามา ดูเหมือนจะมีเรื่องเดียว นั่นก็คือ การสูญเสียลูกชายคนนี้ไป  ก็เหมือนกับขาดหัวหน้าครอบครัวไป ความหวังที่จะให้เขาสืบทอดกิจการร้านค้าที่ทำมาสิบกว่า ปี  ในขณะที่ลูกคนอื่นๆ ยังอยู่ในวัยเรียน  เป็นอันต้องดับสูญไป             เมื่อถามว่า เธอจะไปขายของในตลาดอีกไหม เธอบอกว่าก็ต้องไป  เพราะนี่เป็นอาชีพของเธอ ถ้าไม่ค้าขายแล้ว จะไปทำอะไรกิน ในเมื่อเธอค้าขายในตลาดที่นั่นมาตั้ง 15 ปีแล้ว             พ่อค้า แม่ค้าหลายคนก็คงไม่ต่างจากเธอ กลัวก็กลัวนะ  แต่ยังคงต้องไปทำมาค้าขายในตลาดเป็นประจำทุกวัน ก็คงไม่ต่างจากคนซื้อ สักพักก็คงต้องกลับมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดกันใหม่เช่นเคย ตลาดจึงเป็นพื้นที่สาธารณะ  ที่ผู้คนได้มาทำกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตประจำวันร่วมกัน             และสำหรับชาวตลาด เช่นมามา รวมทั้งบรรดาพ่อค้า แม่ค้าทั้งหลายแล้ว   “ตลาด” เป็นแหล่งหาเลี้ยงชีพอันสุจริต ของคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีคนอยู่ข้างหลัง ให้ต้องรับผิดชอบดูแล             “ตลาด” จึงเป็นเสมือนลมหายใจของชีวิตชาวตลาดทุกคน             อย่าทำร้ายตลาดเลยนะ!             #พื้นที่สาธารณะต้องปลอดภัย   โซรยา จามจุรี และคำนึง ชำนาญกิจ บันทึกเรื่องราว (หมายเหตุ : ติดตามในตอนหน้า เยี่ยมและสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในตลาดอีกราย คือครอบครัวของคุณสุปรีดา เจนนฤมิตร)
โจทย์ท้าทายของการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมชายแดนใต้
โจทย์ท้าทายของการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมชายแดนใต้ โดย โซรยา จามจุรี  หัวหน้า ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Civic Women)   เวทีเสวนาเรื่อง ‘เหลียวหลัง แลหน้า มนุษย์+ธรรม ชายแดนใต้’ ที่มัสยิดกลาง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 31 มกราคม วานนี้ จัดโดยสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ผู้หญิง 3 คนที่ร่วมเสวนาพูดคุย คือ โซรยา จามจุรี อัญชนา หัมมิหน๊ะ และนูรยีลัน หะยีอาบูบากา โดยมีมีฐปณีย์ เอียดศรีไชย จากทีวีช่อง 3 มาดำเนินรายการ ขอบคุณฐปณีย์ ที่ไม่เคยปฏิเสธงานพี่น้องมุสลิม และบทบาทของเธอ รายงานข่าวทางมนุษยธรรมที่ผ่านมาน่าชื่นชมมาก ทั้งข่าวปัญหาลูกเรือประมงไทยที่อินโดฯ ปัญหาโรฮิงญา เป็นต้น สำหรับเวทีวันนี้ ตอนหนึ่ง ตนเองได้เสนอให้เห็นความทุกข์ยากลำบากของกลุ่มคนประมาณ 2,000 ครอบครัวในชายแดนใต้ ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากคนในสังคม คนกลุ่มนี้ต้องนับว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบด้วยเช่นกัน แต่ไม่อยู่ในเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประชาชน ที่ต้องยื่นมือมาช่วยเหลือกันเอง ประกอบด้วย ครอบครัวผู้ต้องขัง 456 ครอบครัว, ครอบครัวที่ไม่ถูกรับรองการเสียชีวิตว่ามาจากสถานการณ์ฯจากเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายจำนวนราว 1,000 ครอบครัว, ครอบครัวในกลุ่มที่ถูกซ้อมทรมาน 146 ครอบครัว, ครอบครัวที่มีสมาชิกเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่/ถูกวิสามัญ 325 ครอบครัว ครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวถูกฆ่านอกระบบ 20 ครอบครัว (ข้อมูลตัวเลขสามกลุ่มหลัง มาจากการเก็บข้อมูลขององค์กรด้านสิทธิ คือ กลุ่มด้วยใจ ที่นำเสนอบนเวที) สำหรับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทั่วไป ที่เจ็บตายจากสถานการณ์ความไม่สงบ อยู่ในการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากลุ่มแรก ซึ่งสมาชิกในครอบครัว มีความคับแค้นขมขื่นใจสูง เพราะรู้สึกว่าตนเองถูกซอเล็ม (อธรรม) และอยู่ในฐานะยากลำบากกว่ามาก การช่วยเหลือจากคนภายนอก ก็เข้าถึงคนกลุ่มนี้ยาก เพราะยังรู้สึกหวาดระแวง และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนกลุ่มนี้ ทั้งๆที่ควรนับว่าลูกเมียของคนเหล่านี้ เป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ควรได้รับการดูแลจากสังคม โดยเฉพาะเด็กๆที่ต้องได้รับการศึกษา ไม่หมดอนาคตไปเสียก่อนเมื่อพ่อตาย หรือติดคุก อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจะก้าวข้ามพรมแดนทางศาสนา เชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมได้หรือไม่ มุสลิมต้องไม่ช่วยเฉพาะมุสลิม แต่ช่วยศาสนิกอื่นที่ทุกข์ยากด้วยเช่นกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่มีความหวาดระแวง ต่อต้านมุสลิมมากขึ้น ในระยะหลังของคนในสังคมไทย เรายิ่งต้องสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดีของมุสลิม ผ่านการหยิบยื่น/เป็นผู้ให้แก่คนไทยที่ทุกข์ยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นับถือศาสนาใดก็ตาม ซึ่งเป็นการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คิดว่า นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายของการทำงานทางมนุษยธรรมในบริบทปัจจุบัน
20 เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพสตรีชายแดนใต้สู่หนังสือ “เสียงของความหวัง เล่ม 2”
20 เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพสตรีชายแดนใต้สู่หนังสือ “เสียงของความหวัง เล่ม 2” โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เตรียมรวมเล่ม “เสียงของความหวัง” เล่ม 2 ถ่ายทอดเรื่องราวจากสตรีเหยื่อเหตุไม่สงบสู่การพลิกฟื้นชุมชนเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เพราะหนังสือคือเสียงของความหวัง เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้จึงวางแผนเขียนหนังสือชื่อ “เสียงของความหวัง” ขึ้นมาอีกครั้งเป็นเล่มที่ 2 หลังจากพวกเธอประสบความสำเร็จอย่างมากมาแล้วในเล่มแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะเป็นเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง มีคนเขียน 19 คน 19 เรื่อง ใช้ชื่อหนังสือว่า “เสียงแห่งความหวัง เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพชายแดนใต้” เพราะการทำหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเธอจึงต้องมาเข้าอบรมกันก่อน ซึ่งจัดกันไปแล้วระหว่างวันที่ 22-23 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาที่สำนักงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ “เสียงของความหวัง 2” เรื่องเล่าเพื่อพลิกฟื้นชุมชนชายแดนใต้/ปาตานี ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ : ญส.ปต. (Empowering Women For Democratize and Peace Dialogues In the South Of Thailand) โดยจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายผู้หญิงฯ กับมูลนิธิฮิลาลอะฮห์มัร และสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี เป้าประสงค์หลักๆ ของการอบรมครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การร้อยเรียงเรื่องเล่าของแต่ละคน หากแต่จะทำอย่างไรให้เรื่องเล่าจะชุมชนสามารถเปิดพื้นที่เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันได้ เติมเต็มเรื่องราวประวัติชีวิตไปสู่การพลิกฟื้นชุมชนและการปะชุนความสัมพันธ์ของผู้คน นี่จึงไม่ใช่แค่เล่าเรื่องของเธอคนเดียวอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของเราที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร นางสาวอัสรา รัฐการัณย์ผู้ประสานงานโครงการฯ บอกว่า หนังสือเล่มแรกได้ตีพิมพ์ขึ้นหลังเครือข่ายผู้หญิงฯ จัดอบรมผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ได้เขียนเรื่องเล่าของตัวเองขึ้นมา ครั้งนี้อยากให้พวกเธอ ซึ่งเป็นทั้งผู้สูญเสียสามีหรือสมาชิกครอบครัว เป็นผู้ที่เคยตกลงเป็นจำเลยคดีความมั่นคงหรือเคยถูกจำคุกในคดีความมั่นคง หรือหากเธอยังอยู่ในคุกก็ให้สามีมาอบรมแทนเพื่อให้เขียนเรื่องราวของพวกเธอเอง จากนั้นก็จะผลิตเป็นหนังสือ “เสียงของหวัง” เล่มที่ 2 โดยมีคนเขียน 20 คน จำนวน 20 เรื่องเล่า มีทั้งคนไทยพุทธและคนมุสลิมในพื้นที่ โดยนางสาวฐิตินบ โกมลนิมิ เป็นบรรณาธิการ อัสรา บอกอีกว่า หนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพลิกฟื้นชุมชนของพวกเธอ การกลับสู่เข้าสู่สังคมของผู้หญิงที่เคยเป็นจำเลย รวมทั้งความหลากหลายของสังคมพื้นที่ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2559 “เราเชื่อว่าผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบมีอำนาจและพลังที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้ เพราะขนาดพวกเธอสูญเสียสามีหรือลูกไปแล้วก็ยังสามารถจัดการครอบครัวตัวเองได้ เสียงของพวกเธอจึงมีอำนาจเรียกร้องสันติภาพผ่านการเขียนเรื่องราวของตัวเองให้กับสังคมได้รับรู้” นางคำนึง ชำนาญกิจ หัวหน้าภาคสนามในงานเยี่ยมเยียนผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ชักนำผู้หญิงเหล่านี้มาเขียนเรื่องราวของตัวเอง คำนึงบอกว่า เนื่องจากพวกเธอเหล่านี้ไม่เคยสื่อสารเรื่องราวที่ตัวเองพบเจอมาสังคมก็ไม่เคยรับรู้เรื่องของพวกเธอจึงทำให้พวกเธอรู้สึกกดดัน แต่ถ้าได้สื่อสารออกมาแล้วจะทำให้สังคมเข้าใจพวกเธอมากขึ้น และจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ไปด้วย นางคำนึง บอกว่า หลังจากที่เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ได้มีการแจกจ่ายหนังสือเสียงของความหวังเล่ม 1 ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีพลังมากขึ้นที่จะต่อไปสู้ในแนวทางกระบวนการยุติธรรมและแนวทางสันติวิธี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีการพูดคุยกันมากขึ้นกับคู่ขัดแย้ง เช่น มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น จากเดิมไม่มีการพูดคุยเลย เพื่อที่หาทางออกจากการตัวเองคิดว่าไม่รับความยุติธรรม โดยการต่อสู้ตามแนวทางของกระบวนการยุติธรรมและสันติวิธี รุสนา เจ๊ะเลาะ ก้าวข้ามความเจ็บปวดจากสูญเสียลูกชายวัย 9 ขวบ นางสาวรุสนา เจ๊ะเลาะ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ เล่าว่า เธอสูญเสียลูกชายวัย 9 ปีไปจากเหตุระเบิดที่ตลาดเปิดท้ายปัตตานี เมื่อ 26 มีนาคม 2556 ส่วนเธอเองก็บาดเจ็บสาหัสต้องพักรักษาที่โรงพยาบาลปัตตานี 3 เดือน แล้วกลับพักฟื้นที่บ้านอีก 6 เดือนกว่าจะเป็นปกติ เธอโดนระเบิดที่ขา “หลังเหตุการณ์นั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป เพราะเสียลูกชายเพียงคนเดียวไปฉันตั้งใจมากที่จะให้ลูกได้เรียนสูงๆ เพื่อให้มีการงานที่ดี ตอนที่ฉันบาดเจ็บสามีก็หนีกลับบ้านเขาไปและไม่มาหาฉันอีกเลย มันยิ่งสร้างความลำบากใจมาก” “พอได้เงินเยียวยาสามีมาขอส่วนแบ่งของลูกอีก เพราะฉันได้เงินเยียวยา 200,000 บาท และส่วนของลูกอีก 500,000 บาท แต่เงินนี้ไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกเจ็บปวดและแทนความสุข ความอบอุ่นของครอบครัวที่หายไปได้หรอก” แต่สิ่งที่รุสนาบอกว่าตั้งใจจะเขียนมาก คือสิ่งที่เธอสามารถก้าวข้ามความยากลำบากนั้นมาได้อย่างไร เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่นั้น ต้องเจอเรื่องอะไรบ้างและรู้สึกอย่างไร  
เครือข่ายผู้หญิงจัดสานเสวนาศึกษาสถานการณ์ชุมชนพหุวัฒนธรรมยุโป (2)
เครือข่ายผู้หญิงจัดสานเสวนาศึกษาสถานการณ์ชุมชนพหุวัฒนธรรมยุโป (2) เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯจัดสานเสวนา ศึกษาความสัมพันธ์ของคนชุมชนยุโป หลังเกิดผลกระทบจากสถานการณ์  รอฮานี จือนารา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้   เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ร่วมกับแกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโป และเทศบาลยุโป  ได้จัดกิจกรรมสานเสวนา เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่ตำบลยุโป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ โดยมี องค์กร The United Nations Democracy Fund –UNDEF เป็นผู้สนับสนุนโครงการ และฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ. ปัตตานี เป็นองค์กรภาคีหนุนเสริมงานด้านวิชาการ  กิจกรรมนี้มุ่งให้คนในชุมชนที่มีความเห็นและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้การสานเสวนา เป็นเครื่องมือในการพูดคุย และรับฟังกัน เพื่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน  พร้อมที่จะหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบที่แต่ละฝ่ายได้รับ นอกจากนั้น ยังเป็นการเปิดโอกาสให้แกนนำผู้หญิงจากชุมชนยุโป ที่เคยผ่านการอบรมเป็นวิทยากรกระบวนการสานเสวนาในโครงการนี้มาก่อน ได้ฝึกการปฏิบัติการจริง จากการจัดการสานเสวนาในชุมชนของตนเอง ในครั้งนี้ เป็นการจัดสานเสวนาขึ้นเป็นครั้งที่ 2  เฉพาะในกลุ่มของชาวมลายูมุสลิมในชุมชนยุโป ส่วนก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดสานเสวนาในกลุ่มชาวพุทธไปแล้ว  เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนเริ่มการสานเสวนา ผู้จัดได้เชิญ มาริสา สมาแห แกนนำผู้หญิงบ้านพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เล่าประสบการณ์การทำสานเสวนาระหว่างคนในชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐในชุมชนพ่อมิ่ง  พร้อมได้ฉายวิดีโอกิจกรรม การสานเสวนาดังกล่าว ที่เผยแพร่ผ่านรายการนักข่าวพลเมือง ผลงานเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง ไทยพีบีเอส   หลังจากนั้นโซรยา จามจุรี นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี และ ผู้แทนของโครงการฯ ได้อธิบายหลักการสานเสวนาให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจ นั่นก็คือ เปิดใจกว้าง ฟังแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ด่วนสรุป ไม่โต้แย้ง ยอมรับความเห็นต่าง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสานเสวนาแสดงความเห็นเพิ่มเติมถึงหลักการอื่นๆ  ที่จะช่วยให้การสานเสวนา พูดคุยดำเนินไปด้วยดี   หลังจากนั้นก็มีการแบ่งกลุ่มพูดคุยเป็น   4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้นำ กลุ่มแกนนำผู้หญิง กลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ โดยพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบ และความสัมพันธ์ของคนสองวัฒนธรรมในชุมชนประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้แต่ละกลุ่มได้เสนอความคิดเห็น ตัวแทนผู้นำศาสนา ได้สรุปการพูดคุยว่า  ก่อนเกิดเหตุการณ์ฯ ชาวบ้านสามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านเริ่มรู้สึกหวาดระแวง แต่ทั้งนี้ 90 เปอร์เซ็นต์วิถีชีวิตระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิมยังเหมือนเดิม แต่บางชุมชนที่ไม่ไปมาหาสู่กันนั้น  เนื่องจากว่าก่อนเกิดเหตุการณ์พวกเขาก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว และบอกว่า “จริงแล้วชาวบ้านไม่รู้ว่ากลัวอะไรกันแน่  แต่ที่แน่ๆ สาเหตุที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปในหมู่บ้านไทยพุทธนั้น เพราะกลัวหมากัดมากกว่า” สำหรับปัญหาที่น่าห่วงใยจริงๆ คือปัญหาของกลุ่มวัยรุ่นระหว่างสองศาสนาที่ขัดแย้งกัน แต่คิดว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ แต่เป็นเรื่องที่เขม่นกันมากกว่า   ซึ่งบางทีก็มีเรื่องกัน จนผู้ใหญ่ต้องเคลียร์กัน ตัวแทนผู้นำชุมชนได้กล่าวอีกว่า ชุมชนในตำบลยุโปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บ้านบ่อเจ็ดลูก เพราะเมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เจ้าหน้าที่มักจะไปปิดล้อมตรวจค้นล้อมหมู่บ้านนี้  เนื่องจากก่อนนี้ เป็นชุมชน ที่เคยมีเยาวชนไปเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อ  28 เมษายน ปี 2547 จึงทำให้ถูกหวาดระแวง โดยเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ความสัมพันธ์พุทธ-มลายูมุสลิมที่เริ่มร้าวนั้น ผู้นำท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเทศบาล ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ได้พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์       พุทธ-มลายูมุสลิม โดยใช้กิจกรรมทางด้านสังคมและ เศรษฐกิจ เช่น การปลูกต้นไม้ การจัดให้มีตลาดนัด เป็นต้น นอกจากนี้ตัวแทนผู้นำ ได้กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ปัญหาความไม่สงบยังไม่สามารถแก้ไขได้ คิดว่า มาจากการที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตามที่พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับสั่งไว้ ผู้นำได้เสนอว่า หากมีปัญหาความไม่เข้าใจ ควรแก้ปัญหาด้วยการนั่งคุยกัน ว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร  ซึ่งก็สามารถใช้หลักศาสนาและหลักกฎหมายทั่วไป  ในการแก้ไขปัญหาได้อยู่แล้ว  ตัวแทนเยาวชน ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ได้สรุปการพูดคุยอย่างน่าสนใจว่าก่อนเกิดเหตุความไม่สงบนั้น สถานการณ์ความเป็นอยู่ค่อนข้างสงบ สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ การเดินทางปลอดภัย สามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้ “ เมื่อก่อนผมไปโรงเรียน โดยใช้รถของคนไทยพุทธเป็นรถเหมา” แต่หลังเกิดเหตุการณ์ ชาวบ้านเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าจะเกิดระเบิด หรือถ้าจะออกไปทำงานก็ต้องออกสายๆ ประมาณ 8 โมงเช้า นอกจากนี้ เขายังพูดถึงปัญหาการถูกหวาดระแวงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลังเกิดสถานการณ์ ในหมู่บ้านที่เจ้าหน้าที่ต้องสงสัย  รวมถึงกลุ่มเยาวชนเอง ที่อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ ทำให้ทำกิจกรรมนักศึกษาด้วยความยากลำบาก เพราะจะถูกเพ่งเล็งในทางไม่ดี   ผู้แทนเยาวชนยังได้ยกปัญหาอื่นๆที่สำคัญที่เกิดในชุมชน คือ ปัญหายาเสพติด ที่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ยาเสพติดเริ่มระบาดมากขึ้น   รวมทั้งปัญหาการศึกษา ซึ่งเขามองคนในชุมชนยังมีการศึกษาน้อย ทำให้ชาวบ้านที่ประสบกับปัญหาความไม่สงบ ไม่สามารถแก้ปัญหาตัวเองได้ดี  เขาจึงเสนอให้ผู้นำส่งเสริมเรื่องการศึกษาแก่คนในชุมชน แต่ เป็นการศึกษานอกโรงเรียนเช่น ให้มีห้องสมุดในหมู่บ้าน มีอินเตอร์เน็ทไร้สาย ( wi-fi )ในหมู่บ้าน แต่ก็ให้มีการควบคุมการใช้ด้วย เขายังสะท้อนอีกว่า หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เศรษฐกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มตกต่ำมากขึ้น การท่องเที่ยวลดลง ทั้งที่ในสามจังหวัด มีสถานท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย เขายังได้พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์พุทธม-ลายูมุสลิมในสมัยก่อนว่า เดิมทั้งสองสามารถทำกิจกรรมด้วยกันได้ แต่ปัจจุบันมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย  ต่างกลัว หวาดระแวงกันและกัน  ซึ่งความหวาดระแวง หรือความกลัว นี้ถือเป็นสิ่งที่ขัดขวางให้ชุมชนยุโปไม่มีความสามัคคี ต่อความเห็นในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้น ในกลุ่มเยาวชนเสนอได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก โดยเห็นว่า สามารถทำได้ ทั้งในระดับบุคล  ไปจนถึงระดับชุมชน เช่นการทักทายกับเพื่อนต่างศาสนิกด้วยรอยยิ้ม “หากเจอกัน ควรทักทายด้วยการ ‘ยิ้มกัน’ ไม่ควรทำหน้าบูด มิเช่นนั้นชาวไทยพุทธก็จะเกิดความหวาดระแวงเรา” การจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างสองวัฒนธรรม เช่น ทำค่ายด้วยกัน ทำความสะอาดในชุมชน “กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างพุทธ-มลายูมลายูมุสลิมที่กล่าวมานี้หวังเพื่อสร้างช่องทางเพื่ออธิบายหรือชี้แจงความถูกต้องของหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เพราะไทยพุทธมักเข้าใจผิดว่า มลายูมุสลิมเป็นหัวรุนแรง มลายูมุสลิมชอบการฆ่ากัน เข้ากับศาสนาอื่นไม่ได้  ทั้งนี้ก็เพราะชาวไทยพุทธยังไม่เข้าใจหลักศาสนาอิสลามที่แท้จริง ว่าจริงๆ แล้ว ไม่ได้สอนให้มลายูมุสลิมเป็นเช่นนั้น” การจัดเวทีสานเสวนาระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิม เพื่อสร้างความเข้าใจ รู้เขา รู้ เรา เราก็จะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบายทำความเข้าใจได้ การที่พุทธม-ลายูมุสลิมต่างต้องเป็นหูเป็นตากัน ระวังซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งพุทธม-ลายูมุสลิม การเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งพุทธ-มลายูมุสลิม เขาก็จะได้เข้าใจว่า เราเข้าใจเขา ไม่ได้เกลียดเขา การสร้างให้คนชุมชนยุโปมีจิตอาสา ส่งเสริมให้ เยาวชนไปสอนหนังสือ เด็กๆ ทำความสะอาด พัฒนาชุมชน ส่วนตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ได้เสนอให้ผู้นำชุมชน จัดเวทีสานสัมพันธ์พุทธ-มลายูมุสลิมด้วยการพูดคุยกัน   ในขณะที่วงแกนนำผู้หญิง สะท้อนปัญหาว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ส่งผลให้การเดินทางของคนในชุมชนไม่ค่อยปลอดภัย แต่ตอนนี้ก็คลี่คลายไปมาก  “ก่อนหน้านี้ถ้าจะไปทำงานไม่สามารถใส่ชุดเครื่องแบบหรือยูนีฟอร์มได้ ต้องใส่ชุดบ้านไปก่อนและค่อยไปสับเปลี่ยนที่ทำงาน เพราะมีคนมาขู่ไม่ให้ใส่ แต่ปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่มีแล้ว ”   ตัวแทนแกนนำผู้หญิงยังได้บอกอีกว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในชุมชนยุโปนั้น ทำให้คนนอกไม่กล้าเข้ามาในหมู่บ้าน “มีคนบอกว่า ในหมู่บ้านมีโจรเยอะ เรารู้สึกน้อยใจ ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีโจรเยอะ” ส่วนข้อข้อเสนอของกลุ่มนี้มองว่า ต้องการให้มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์พุทธมลายูมุสลิม โดยการเคารพกันและกัน “ถ้าไทยพุทธเชิญมลายูมุสลิมไปร่วมงาน เราก็ควรไป แม้ว่าจะกินไม่ได้ก็ตาม” นอกจากนี้เขายังเสนอว่า มลายูมุสลิมควรไปเยี่ยมเยียนชาวไทยพุทธด้วย ไม่เฉพาะมลายูมุสลิมเท่านั้น แม้แต่การเป็น อสม.ก็ต้องดูแลอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะกลุ่มของตนเอง ผู้นำชุมชนคนหนึ่งได้เสริมอีกว่า ก่อนหน้านี้เวทีพูดคุยเพื่อแก้ปัญหามีเฉพาะระดับผู้นำเท่านั้น สามปีที่ผ่านมา ผู้นำได้เสนอแก้ปัญหาเป็นในเชิงนโยบาย แต่ยังไม่ได้เกิดผลอะไร ซึ่งภาคประชาสังคมเป็นองค์กรที่สำคัญที่จะเป็นตัวกลางในการให้ชาวบ้านส่งเสียง ฉะนั้นอยากให้พวกเราเสนอความคิดเห็นให้มากที่สุด และนำเสนอความคิดเห็นสู่เวทีภาคประชาสังคม นาย ธานินทร์  บือราเฮง นายกเทศมนตรีของยุโป กล่าวชื่นชมโครงการสานเสวนานี้ และอยากให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนของเราเอง นอกจากนี้เขายังให้ความหวังต่อเวทีสานเสวนาระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิมในครั้งหน้าว่า หากทั้งสองวัฒนธรรมได้คุยทำความเข้าใจกันแล้วหวังว่า ความรู้สึกเดิมๆ จะกลับมา ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบคนหนึ่ง ซึ่งสามีต้องขัง สะท้อนการจัดสานเสวนาครั้งนี้ว่า รู้สึกขอบคุณรู้สึกดีใจ โล่งใจ และมีกำลังใจมากขึ้นที่มีกลุ่มผู้หญิงเข้ามาในหมู่บ้าน โดยเฉพาะการที่ได้ไปเยี่ยมเยียวยาเขาถึงบ้านด้วย ก่อนนี้
เครือข่ายผู้หญิงฯ เปิดเวทีสานเสวนาศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ในชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ยุโป
เครือข่ายผู้หญิงฯ เปิดเวทีสานเสวนาศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ในชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ยุโป รอฮานี จือนารา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ จัดสานเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนในชุมชนพหุวัฒนธรรม (พุทธ-มลายูมุสลิม)ที่ยุโป โดยเวทีสานเสวนาครั้งที่ 1 ของกลุ่มชาวพุทธ  สะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองศาสนาไม่เหมือนเดิม  ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในสิทธิและโอกาสที่ได้รับอย่างไรก็ตาม  ก็อยากให้มีการสานสัมพันธ์ระหว่างชุมชนพุทธมุสลิมให้ดีเหมือนเดิม   โดยทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ร่วมกับแกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโป และเทศบาลยุโป  ได้จัดกิจกรรมสานเสวนา เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่ตำบลยุโป ตำบลยุโป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ โดยมี องค์กร The United Nations Democracy Fund –UNDEF เป็นผู้สนับสนุนโครงการ  กิจกรรมนี้มุ่งให้คนในชุมชนที่มีความเห็น และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้เครื่องมือสานเสวนา เพื่อพูดคุยรับฟังกันให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน  และหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบที่ได้รับ ก่อนจะเริ่มดำเนินการสานเสวนา คุณโซรยา จามจุรี นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี และ ผู้แทนของโครงการฯ ได้กล่าวถึง เป้าหมายของกิจกรรมนี้ว่า  “ กิจกรรมครั้งนี้มุ่งหวังให้ชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยพุทธมุสลิมได้พูดคุยเพื่อศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม  จะได้ร่วมกันหาทางออกในอนาคต  ที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจกัน และประสานความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนไว้ได้  โดยครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยเฉพาะกลุ่มไทยพุทธ  ส่วนครั้งหน้าจะเป็นการพูดคุยเฉพาะกลุ่มมลายูมุสลิม และสุดท้ายจะให้ตัวแทนทั้งสองกลุ่มได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน” โซรยา จามจุรี ได้อธิบายหลักการของการสานเสวนาให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า “สานเสวนามีความแตกต่างกับการทำเวทีประชาคม หรือการอภิปรายทั่วไปที่คนในชุมชนอาจจะคุ้นเคยกว่า เพราะการสานเสวนา คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยน และเน้น ‘การฟัง’ มากที่สุด ซึ่งหลักการการเสวนา ประกอบด้วย การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเปิดใจกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นต่าง  การไม่ด่วนสรุป ไม่ตัดสินถูกผิด การแสดงจุดยืนและความต้องการที่แม้จะแตกต่างกัน แต่แสดงด้วยท่าทีที่ดี  และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น” แบ่งกลุ่มย่อยให้ชุมชนสะท้อนปัญหา ก่อน-หลัง สถานการณ์ความไม่สงบ ในกิจกรรมได้แบ่งกลุ่มย่อยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้นำ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และกลุ่มสตรีและเยาวชน เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้สะท้อนปัญหาวิถีชีวิตก่อนและหลังเหตุการณ์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ผู้นำชุมชนคนหนึ่งในวงสานเสวนา ได้สรุปการพูดคุยว่า “ก่อนเกิดเหตุการณ์ในตำบลยุโปมีความปลอดภัย สามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่หลังเหตุการณ์ การเดินทางไม่ค่อยปลอดภัย ต้องเสี่ยงอันตราย” เขายังได้สะท้อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของชุมชนพุทธว่า “ชาวพุทธในพื้นที่รู้สึกได้รับสิทธิเสรีภาพไม่เท่าเทียมกัน   มีการให้โควตาพิเศษหลายเรื่องเฉพาะกับพี่น้องมุสลิม ” นอกจากนี้เขายังบอกว่าคนปกติธรรมดาด้วยกันในชุมชน ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งพุทธ มุสลิม  แต่กับคนที่เห็นต่าง อยากให้ขยายพื้นที่การพูดคุย โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ก่อเหตุความรุนแรง เพราะเชื่อว่าหากเราพูดคุยเจรจากับกลุ่มนี้แล้ว ชีวิตของชาวบ้านก็จะปลอดภัย เดินทางปลอดภัยมากขึ้น มีความไว้วางใจกันมากขึ้น และสุดท้ายผู้นำชุมคนนี้ได้ยกคำพูดที่เขารู้สึกประทับใจของอาจารย์ท่านหนึ่งจากม.อ.ปัตตานี ที่ได้บรรยายให้คนในชุมชนฟังถึงการใช้คำเรียกกลุ่มคนศาสนาต่างๆ ที่เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่  ที่ทำให้คนไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่มีความสามัคคี รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นว่า “คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดั้งเดิม ทั้งที่เป็นพุทธมุสลิม และคริสต์ ต่างมาจากเชื้อสายมลายู ดังนั้นเราควรนิยามพวกเราว่า มลายูมุสลิม มลายูพุทธ และมลายูคริสต์” ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “ก่อนเกิดเหตุการณ์ชุมชนมีความสงบ ปลอดภัยไปมาหาสู่กันได้ โล่งใจ แต่หลังจากเหตุการณ์ ชาวบ้านมีความหวาดกลัว หวาดระแวงว่าจะเกิดอันตรายทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น คนนอกพื้นที่ไม่กล้าเข้ามาในชุมชน และมีเด็กกำพร้ามากขึ้น” กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบยังสะท้อนอีกว่า “หลังจากเหตุการณ์ ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมีความแตกแยกเพราะแก่งแย่งเงินเยียวยา” และสุดท้ายมีตัวแทนจากกลุ่มเยาวชนได้สรุปประเด็นที่คล้ายคลึงกับกลุ่มอื่น แต่มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจว่า  “อยากให้ผู้นำชุมชนจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เช่น กีฬาสานสัมพันธ์ หรือ ค่ายอนุรักษ์ป่า ระหว่างพุทธมุสลิมให้มากขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มได้พูดคุยแลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจกันมากขึ้น” การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เครือข่ายผู้หญิงฯ ยอมรับว่า เครือข่ายผู้หญิงฯเป็นแค่ผู้อำนวยการจัดกิจกรรม  รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้ โดยให้แกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโปที่ผ่านการอบรมการเป็นวิทยากรกระบวนการสานเสวนา หรือเป็นผู้ดำเนินการสานเสวนาด้วยตัวเอง และเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ทั้งนี้เพื่อให้แกนนำผู้หญิงดังกล่าวฝึกฝนทักษะการจัดสานเสวนาให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น สามารถจัดกิจกรรมสานเสวนาในครั้งต่อไปได้  รวมทั้งสามารถใช้การสานเสวนาเป็นเครื่องมือ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องอื่นๆอีกในชุมชน ด้านผู้นำชุมชนอีกคน เผยว่า “การสานเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบของชาวบ้านครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการคุยกันในเวที นับว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่ง” คุณนวรัตน์ เพ็ชรเรือนทอง ปลัดเทศบาลยุโปกล่าวว่า “ สาเหตุที่ชาวบ้านกล้าพูดวันนี้  เนื่องจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วบ้าง การสร้างบรรยากาศและการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้พูด ทำให้พวกเขามีความสบายใจและอยากจะสะท้อนปัญหามากขึ้น” ในการสานเสวนากับชาวมุสลิมในชุมชนรอบต่อไป ชุมชนชาวพุทธ ยังอยากจะพูดคุยในเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบที่พวกเขาได้รับหลังเกิดสถานการณ์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่ชุมชนมุสลิมได้รับ ทั้งนี้เพื่อลดความเข้าใจผิดและหวาดระแวงที่มีต่อกัน และร่วมกันหาแนวทางในการเยียวยาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ ร่วมแถลงการณ์ “ข้อห่วงใยของผู้หญิงต่อวงจรความรุนแรงชายแดนใต้”
  แถลงการณ์ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ เรื่อง “ข้อห่วงใยของผู้หญิงต่อวงจรความรุนแรงชายแดนใต้” วันอังคารที่ 28 เมษายน 2558 ณ โรงแรมปาร์ควิว จังหวัดปัตตานี ------------------------------ ทุกฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนมายาวนานกว่า 11 ปีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อาจไม่คิดว่ากำลังสร้างวงจรแห่งความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น  ทำให้ประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียเสาหลักของครอบครัวและประสบความยากลำบากในการดำเนินชีวิต บั่นทอนสายสัมพันธ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันมายาวนานทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ห่างไกลจากความมั่นคงและสันติภาพออกไปทุกขณะ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้หญิงทั้งชาวพุทธและมุสลิม ซึ่งทำงานสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมทั้งด้านการเยียวยา การพัฒนา การสื่อสารและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ องค์กรริเริ่ม 16 องค์กร ได้จัดประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558 ในจังหวัดปัตตานี  โดยมีวาระสำคัญประการหนึ่ง คือการประเมินและวิเคราะห์วงจรความรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพในพื้นที่ ผลจากการประชุมดังกล่าว คณะทำงานฯ มีความเห็นว่า เมื่อมีการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเริ่มโดยฝ่ายใดก็ตาม จะเกิดการตอบโต้จนกลายเป็นวงจรความรุนแรงเสมอมา ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็กและผู้หญิง ดังกรณีการวิสามัญฆาตกรรมเยาวชน 4 ศพโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่บ้านโต๊ะชูด อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ได้ทำให้เกิดความรุนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนมีการวางระเบิด 7ครั้งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสรวมถึงการลอบยิงราษฎรและเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ30 เหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต13 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กและผู้หญิง 9 คน และบาดเจ็บรวมอีกทั้งหมด20คน  เนื่องในวาระครบรอบ 11 ปีเหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของวงจรความรุนแรงในพื้นที่ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ จึงมีข้อเรียกร้องเพื่อยุติวงจรความรุนแรงดังกล่าว และสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพ ดังนี้             1. “ผู้ใช้กำลังอาวุธทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง และยุติการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน เป็นต้น              2. “รัฐต้องรับผิดชอบในการค้นหาและนำเสนอความจริงต่อสาธารณะโดยเร็วในกรณีเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ได้แก่ การเสียชีวิตของเด็กและผู้หญิง การเสียชีวิตของนักต่อสู้เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การฆ่าด้วยวิธีการทารุณโหดร้าย การฆ่าล้างครอบครัว การเสียชีวิตที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจนลุกลามเป็นวงจรความรุนแรงต่อไป              3.  รัฐต้องมุ่งมั่นที่จะขจัดวัฒนธรรมคนทำผิดลอยนวล (impunity)โดยคุ้มครองทั้งสิทธิของผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงให้การดูแลเยียวยาโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม             4. “พี่น้องประชาชนทุกศาสนิกต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อแรงยั่วยุจากการก่อเหตุความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม เพื่อไม่ให้วงจรความรุนแรงขยายตัว ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งทุกรูปแบบต้องเป็นไปโดยยึดหลักสันติวิธี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และใช้การพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน             รายนามคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ กลุ่มเครือข่ายสตรีเสื้อเขียวชายแดนใต้ กลุ่มเซากูน่า                                                        กลุ่มด้วยใจ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดปัตตานี                    เครือข่ายการช่วยเหลือเด็กกำพร้า เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ        เครือข่ายชุมชนศรัทธา       เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้        เครือข่ายวิทยุชุมชนจังหวัดปัตตานี เครือข่ายสตรีชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ ชมรมข้าราชการมุสลีมะห์นราธิวาส ชมรมผู้นำมุสลีมะห์นราธิวาส                                    มูลนิธิเพื่อการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า     ศูนย์ฟ้าใสเครือข่ายเยาวชนจังหวัดยะลา         ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้                               สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ(WePeace)         สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี                                              สมาคมสวัสดิการมุสลีมะฮ์จังหวัดยะลา         
Civic Women อบรมอาสมัครผู้หญิง เยียวยาอย่างมีความรู้
Civic Women อบรมอาสมัครผู้หญิง เยียวยาอย่างมีความรู้ อารีด้า  สาเม๊าะ   เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ จัดอบรมอาสาสมัครผู้หญิง ลงพื้นที่เยียวยาต้องมีความรู้ ส่งต่อเคสเพื่อให้มีความช่วยเหลือได้ หลัง 10 ปีการเยียวยาไฟใต้ ด้านสำนักการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าให้การเยียวยาครอบครัวโดยการจัดจ้างเดือนละ 4,500 บาท กว่า 3,000 คน ระหว่างวันที่ 25-26 เมษายน 2558 เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ร่วมด้วยมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร จัดอบรมอาสาสมัครผู้หญิงฯ เพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ ณ ห้องสะบารัง โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เพื่อให้อาสาสมัครผู้หญิงที่ลงพื้นที่เยียวยาสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับการเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ นางโซรยา จามจุรี เปิดเผยว่า ในกลุ่มผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครที่ทำงานภาคประชาสังคมซึ่งมีการทำงานเกี่ยวข้องกับการเยียวยาอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่บ้านกูจิงลือปะ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และชาวบ้านจากชุมชนยุโป ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา และชาวบ้านจากชุมชนพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เข้าร่วมประมาณ 30 คน และเป็นกลุ่มเป้าหมายจากชุมชนที่ทางเครือข่ายกำลังจะสร้างเวทีเสวนาภายในชุมชนดังกล่าวด้วย   ในกิจกรรมการอบรม มีประเด็นเรื่อง “หลักเกณฑ์การเยียวยา องค์กรภาครัฐต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและการเชื่อมประสานการทำงานภาคประชาสังคม” โดยผ.อ.ส่วนสนับสนุนการเยียวยา สำนักการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ศอ.บต. “หลักการสากลในการเยียวยาและการช่วยเหลือทางด้านมนุษธรรม” โดย กาชาดสากล(ICRC)  “เทคนิคการผ่อนคลายใจ” โดย ดร.รอฮานิ เจะอาแซ “ผู้ได้รับผลกระทบคดีความมั่นคง: การเยียวยาและการกลับคืนสู่สังคม” โดย พล.ต.ชวลิต เรียนแจ้ง และนายกิตติ  สุระคำแหง “หลักการเยียวยาจิตใจและเยี่ยมบ้านผู้ได้รับผลกระทบ” โดย แพทย์หญิงเพชรดาว  โต๊ะมีนา พล.ต. ชวลิต เรียนแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเยียวยา หลายกิจกรรม ตัวอย่างเช่น การเยียวยาครอบครัวได้รับผลกระทบ โดยการจัดจ้างเดือนละ 4500 บาทต่อเดือน มีประมาณ 3000 คนที่ได้รับสิทธินี้ ซึ่งจะให้สำหรับญาติที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบชายแดนใต้ พล.ต.ชวลิต ตอบประเด็นที่ชาวบ้านกูจิงลือปะ สอบถามเรื่องการเยียวยา 4500 บาท ที่น่าจะเยียวยาคนที่ศาลยกฟ้องคดีป.วิอาญา ที่ครอบครัวเดือดร้อนมากกว่ากรณีเสียชีวิต ว่า รับจะเข้าคณะกรรมการเพื่อพูดคุยประเด็นที่เสนอ เนื่องจากเป็นประเด็นใหม่ พล.ต. ชวลิต ได้เปิดเผยอีกว่า ยังมีตัวอย่างคือ โครงการพาคนกลับบ้าน ที่พาผู้ที่หลบหนี ไม่สามารถอยู่บ้านได้เนื่องจากมีหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือติดคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย.วิอาญา ในคดีความมั่นคงชายแดนใต้ ซึ่งกอ.รมน. ได้จัดโครงการให้ผู้คนเหล่านี้ กลับเข้ามาในสังคมได้ โดยต้องไม่ก่อเหตุอีก ซึ่งได้มีผู้เข้าร่วมแล้ว 1200 กว่าคน โดยมีบุคคล 3 กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ 1. ผู้มีหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 48 ต้องได้รับการเพิกถอนหมายจากศาลก่อน แล้วส่งใบเพิกถอนจากศาลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนจากทะเบียนประวัติ 2. ผู้หวาดระแวง ที่มีความหวาดกลัวว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งหลายคนเลือกจะหนีออกนอกพื้นที่ 3. ผู้ติดหมาย ป.วิอาญา ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดกรอง ก่อนได้รับการอนุมัติเข้าโครงการฯ ในสัดส่วนของผู้เข้าโครงการเป็นผู้ชาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ พ.ร.ก. กับผู้หญิงในพื้นที่ มีเพียงกรณีกูจิงลือปะ ที่เป็นผู้หญิงเป็นผู้ต้องหา 40 กว่าคน ที่ถูกหมาย ป.วิอาญา พล.ต.ชวลิต เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่จะเข้าร่วมในโครงการพาคนกลับบ้าน ให้ติดต่อผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่รับผิดชอบในพื้นที่จะดีที่สุด เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านจะเข้าใจกลไกการรับเรื่องเข้าโครงการนี้ ขั้นตอนการเดินเรื่องเพื่อเข้าโครงการนี้เป็นความลับทุกกระบวนการ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 เปิดเผยว่า มีหลายกรณีที่ไม่มีรักษาที่ถูกต้อง เนื่องจากบางกรณีไม่มีบาดแผลจากภายนอก ทำให้ไม่ได้รับการดูแล แต่เมื่อถูกส่งต่อให้ศูนย์สุขภาพจิตฯ ผู้เชี่ยวชาญประเมินและรับการรักษาที่ถูกต้อง อุปสรรคที่พบในการทำงานเยียวยาของศูนย์สุขภาพจิตที่ผ่านมา 1) ไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง เช่น เด็ก ผู้พิการ ซ้อมทรมาน ผู้ได้รับผลกระทบนอกพื้นที่ที่ไม่มี 3 ฝ่ายรับรอง 2) การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลต่างๆยังไม่เชื่อมต่อกัน 3) การคัดกรองและส่งต่อยังน้อย 4) ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยในเรื่องความต่อเนื่องและความครอบคลุม พญ.เพชรดาว เปิดเผยว่า อาการที่เกิดกับเด็กที่น่ากลัวที่คือ อาการทางจิต โดยเฉพาะอาการ PTSD (post trauma stress disorder) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดหลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชีวิต ซึ่งเด็กจะแสดงออกในอีกหลายปีหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ การสังเกตจากคนใกล้ตัว และต้องอาศัยความเข้าใจจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก เนื่องจากบาดแผลทางใจมักจะถูกมองข้าม พญ.เพชรดาว เปิดเผยอีกว่า เจอกลุ่มที่มีอาการ PTSD แล้วไม่ยอมไปรักษาตัว ซึ่งเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด พบจากการลงพื้นที่และเข้ารักษาเพียง 25 คน แต่ความเป็นจริงแล้วมีมากกว่านั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคมเพื่อส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้ศูนย์สามารถลงพื้นที่ประเมินอาการได้ นางสาวอัสรา รัฐการัณย์ ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า โครงนี้มีทั้งหมด 3 กิจกรรมหลักๆคือ การเสวนา การลงเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบฯ และการสื่อสาร โดยจะมีการอบรมในประเด็นต่างๆเพื่อมาสนับสนุนการทำงานทั้ง 3 กิจกรรมด้วย เช่นเดียวกับการอบรมเรื่องการเยียวยาครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนงานเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบ “ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้หญิงฯและภาคี ทำได้เพียงลงไปให้กำลังใจครอบครัวที่กำลังประสบเหตุร้าย แต่เมื่อลงไปมีชาวบ้านถามเรื่องการเยียวยาแล้วทีมลงพื้นที่ตอบได้ไม่มาก จึงเปลี่ยนวิธีคิดว่า ทีมลงพื้นที่อาสาสมัครต่างๆควรมีความรู้เรื่องการเยียวยาเพื่อสามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบได้
ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่มีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศและตระหนักถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่และผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้
ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่มีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศและตระหนักถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่และผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้ เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนใต้ ๒๖ องค์กร ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘   เรื่อง      ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ                 และตระหนักถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่และผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้   เรียน      ศ.ดร.บวรศักดิ์  อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ             ผ่านนางสาวสุภัทรา  นาคะผิว  กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ   สิ่งที่ส่งมาด้วย      แผ่นพับข้อเสนอของขบวนผู้หญิงต่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อมีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ   โดยตระหนักถึงความรับผิดชอบของผู้หญิงในฐานะประชากรกว่าครึ่งของประเทศ ในการมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่มีความชอบธรรม  เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนใต้ ๒๖ องค์กร จึงได้ร่วมมือกับขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย จัดประชุมระดมความคิดเห็นสตรีจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งยืนยันข้อเสนอของขบวนผู้หญิงต่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อมีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ  แต่โดยกังวลถึงลักษณะอันเฉพาะเจาะจงทั้งทางประชากร วิถีชีวิต และสภาพความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังอาวุธในพื้นที่มายาวนานกว่าสิบปี  เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนใต้ ๒๖ องค์กรจึงได้จัดทำข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ  และตระหนักถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่และผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้ฉบับนี้ขึ้น   ในฐานะที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  ขณะเดียวกันท่านและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  เพื่อนำไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนใต้ ๒๖ องค์กร จึงขอเสนอ ข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีมิติความเสมอภาคระหว่างเพศ  และตระหนักถึงอัตลักษ์เฉพาะของพื้นที่และผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้  ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้   ๑. ความเสมอภาคระหว่างเพศในกระบวนการตัดสินใจ  รัฐธรรมนูญใหม่ต้องยืนยันให้กระบวนการและกลไกการตัดสินใจในประเด็นสาธารณะ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และความเจริญ ก้าวหน้าของประเทศทุกขั้นตอน ทุกมิติ (ทั้งมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กระบวนการสันติภาพ และอื่น ๆ)  ต้องมีส่วนร่วมของหญิงชายบนหลักการความเสมอภาคระหว่างเพศ หรือในสัดส่วน 50:50 โดยเฉพาะในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ซึ่งการส่งเสริมหลักการความเท่าเทียมระหว่างเพศนี้จะส่งประโยชน์ให้กับประเทศชาติโดยรวม  เพราะนอกจากผู้หญิงจะเป็นพลเมืองมากกว่าครึ่งของประเทศ ปัจจุบันผู้หญิงจำนวนมากก็ได้แสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในทุกวงการ  ยิ่งกว่านั้น ในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความขัดแย้งและการใช้กำลังอาวุธในการต่อสู้มานับสิบปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบจำนวนนับหมื่นราย     ผู้หญิงทุกสถานภาพคือผู้แบกรับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากความรุนแรงดังกล่าวมาอย่างยาวนานและหนักหน่วง แต่ผู้หญิงกลับมีโอกาสน้อยมากที่จะมีส่วนร่วมรับรู้ ให้ความเห็น และร่วมตัดสินใจต่อกระบวนการสร้างสันติภาพทั้งในอดีตและปัจจุบัน (แม้แต่ในฐานะสมาชิกสภาที่ปรึกษาศอ.บต.ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด ๔๙ คน ก็พบว่าเป็นผู้หญิงเพียง ๖ คน)       ๒. เสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจ   โดยที่สิทธิการเลือกนับถือศาสนาเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  เพื่อให้ประชาชนทุกศาสนาได้รับการคุ้มครองจากรัฐในการนับถือศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม   โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  รัฐธรรมนูญใหม่ควรรับรองหลักการและสร้างหลักประกันที่แท้จริงที่จะทำให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา  และมีบทบัญญัติที่คุ้มครองทั้งหญิงชายให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจหรือพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม  ตลอดจนได้รับโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพโดยไม่นำมาเป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติศาสนกิจ   ๓. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น รัฐธรรมนูญใหม่ต้องส่งเสริมการกระจายอำนาจ และส่งเสริมให้จังหวัดที่ประชาชนมีเจตนารมณ์ต้องการปกครองตนเองเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ทั้งจังหวัด  ตลอดจนมีสภาพลเมืองที่มีสัดส่วนของหญิงชายที่เท่าเทียมกัน  และกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นในทุกระดับมีสัดส่วนหญิงชายที่เท่าเทียมกัน  เพื่อรับรองหลักการความเสมอภาคระหว่างเพศ ตอบโจทย์สันติภาพและอัตลักษณ์ของสังคมพหุเชื้อชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้   ๔. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม   รัฐธรรมนูญใหม่ต้องจัดให้เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ  และได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงเพราะเหตุแห่งเพศ ตลอดจนป้องกันแก้ไขเยียวยาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว  และมีกลไกคุ้มครองที่มีสัดส่วนการมีส่วนร่วมของหญิงชายที่ให้หลักประกันว่าผู้หญิงสามารถเข้าถึง ได้รับความเป็นธรรม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ  โดยเฉพาะกรณีความรุนแรงในครอบครัวจังหวัดชายแดนใต้   ๕. นิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ  รัฐธรรมนูญใหม่ต้องกำหนดให้องค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินงานต่อไปอย่างเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ควบรวมกับองค์กรใด ๆ  เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีปัญหาการละเมิดสิทธิหลายมิติอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านชีวิตร่างกาย สิทธิชุมชน สิทธิผู้หญิงและสิทธิเด็ก เพื่อให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้หญิง     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ   ขอแสดงความนับถือ   รอซิด๊ะ  ปูซู คนึงนิจ  มากชูชิต เตะหาวอ สาและ ละม้าย   มานะการ ปาตีเมาะ  เปาะอิแตดาโอะ   ในนามเครือข่ายสตรีชายแดนใต้ ๒๖ องค์กร   รายชื่อองค์กรเข้าร่วม ประชุมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ชีวิตผู้หญิงดีขึ้นอย่างไรและผู้หญิงจะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ดีขึ้นอย่างไร 1.     เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.     เครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา 3.     สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ 4.     เครือข่ายการช่วยเหลือเด็กกำพร้าภาคใต้ 5.     เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ 6.     เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติชายแดนใต้ 7.     ศูนย์เยาวชนฟ้าใส 8.     เครือข่ายสตรีชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ 9.     เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ 10.  สมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานี 11.  สมาคมสวัสดิการมุสลิม จังหวัดยะลา 12.  ชมรมผู้นำมุสลีมะห์ จังหวัดนราธิวาส 13.  สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ (ดีพพีท) 14.  สมาคมยุวมุสลิม แห่งประเทศไทย (ยมท.) 15.  มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม 16.  กลุ่มด้วยใจ 17.  สำนักงานกองทุนการวิจัยท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่าง(สกว) 18.  บัณฑิตอาสา มอ. 19.  ศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงจังหวัดชายแดนใต้(ศวชต.) 20.  คณะกรรมการพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัด(คพสจ) 21.  กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัด 22.  สมัชชาสุขภาพจังหวัดปัตตานี 23.  มูลนิธิเด็กกำพร้าปัญญาเลิศบ้านสุไหงปาแน 24.  ผู้แทนผู้ได้รับผลกระทบ 25.  กลุ่มซอซิก 26.  สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง)    
เมื่อผู้หญิงชายแดนใต้ลุกขึ้นมาสื่อสาร
เมื่อผู้หญิงชายแดนใต้ลุกขึ้นมาสื่อสาร  by Citizen Journalist  10 ปีที่ผ่านมาเราคงเคยเห็นภาพของ “เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้” ในการทำหน้าที่หลายบทบาท อาทิ งานภาคประชาสังคม งานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ แต่มาวันนี้ พวกเธอ ได้ลุกขึ้นมาเป็นสื่อสารกับการเป็น “นักข่าวพลเมือง” หยิบจับแง่มุมที่หลากหลายเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสาธารณะรวมถึงการช่วยสร้างบรรยากาศของสันติภาพ      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กุสุมา กูใหญ่ รองคณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี กล่าวถึง พลังของการสื่อสารในพื้นที่ความขัดแย้งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสะท้อนแง่มุมและถ่วงดุลความรู้สึกของคนทั่วไป ซึ่งมี เจ้าของเรื่อง เป็นคนสื่อสาร โดยหยิบยกแง่มมุมเล็กๆ อธิบายความเชื่อมโยงกับสังคม ทำให้เรื่องมีพลังมากขึ้น “พลังของความเป็นผู้หญิงในพื้นที่ความขัดแย้ง การที่ ทุกคนที่มาเรียนรู้ในครั้งนี้ ก็อยู่ในบริบทของพื้นที่ มีความคุ้นเคย และเชื่อว่าหลายคนมีประเด็นที่อยากบอก อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม และการนำไปสานต่อการเสวนาสันติภาพในพื้นที่ โดยเน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงที่นี่จะต้องลุกขึ้นมาสื่อสารด้วยตัวเอง ย้อนกลับไป ‘เครือข่ายสตรีชายแดนใต้’ ส่วนหนึ่งพวกเขาคือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบและผู้ที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลายคนเป็นกลุ่มคนที่ทำงานเยียวยา นักจัดรายการวิทยุชุมชน รวมถึงนักศึกษาจากม.อ.ปัตตานี และน้องๆในพื้นที่ซึ่งเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศมาเลเซียก็เข้ามาร่วมพัฒนามุมมองการสื่อสารด้วยตัวเองเช่นกัน คุณ แยนะ สะแลแม หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ผ่านมาเธอเป็นแหล่งข่าวสำคัญในการให้ข้อมูล มาวันนี้เธอเข้าร่วมฝึกทักษะการสื่อสารและมีความคาดหวังว่า “ก้ะก็คาดหวังที่จะลองทำข่าวด้วยตัวเองดูบ้าง อยากที่จะเรียนรู้กระบวนการกว่าที่จะออกมาเป็นข่าวออกอากาศ จะต้องผ่านการเขียนบทอย่างไร ตัดต่ออย่างไร เพราะที่ผ่านมาอยู่ในฐานะของผู้ได้รับผลกระทบ ที่อยู่กับนักข่าวมา 10 ปีแล้ว หากเราสามารถที่จะสื่อสารได้เองจริงๆ แม้ว่าเราจะมีความรู้ไม่มาก แต่ก็จะพยายามทำให้งานออกมาเป็นข่าวชิ้นนึงได้”   ขณะเดียวกับ คุณยะห์ อารี นักจัดรายการสถานีวิทยุชุมชน เมืองปัตตานี มาเรียนรู้ทักษะการเล่าเรื่องราวจากภาพเคลื่อนไหว เธอมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการสื่อสารคือเนื้อหาที่จะนำเสนอ ซึ่งถ้าตีโจทย์ตรงนี้ได้ เรื่องของเครื่องมือก็สามารถพัฒนาได้ แต่ต้องอาศัยความใจเย็นและฝึกฝนบ่อยๆ “ถึงแม้เราจะไม่รู้เรื่องในทุกอย่าง พอเข้าใจ และหลักจากที่เราได้ฝึกแล้วเราต้องทำแล้ว เราสามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้เราเมื่อเรากิจกรรมดีๆที่สามารถทำ สื่อสารได้ อยากให้รวมทีมยกระดับให้เป็นมืออาชีพ ให้เราเรียนรู้ไปเรื่อยๆความสามารถมันจะติดคัวเราไปเราสามารถช่วยเหลือสังคมได้” นางสาว นิฮัสน๊ะ กูโน ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่าหลังจากนี้ จะนำสิ่งที่เรียนรู้มาไปพัฒนาประเด็นในพื้นที่และต่อยอดการทำงาน “ อย่างกรณีนักข่าวพลเมืองเพราะว่าที่ผ่านมาเรามีการออกอากาศเรื่องของผู้หญิงเราก็ทำขึ้นยูทูป นักข่าวพลเมืองก็ทำเป็นสื่ออีกสื่อหนึ่ง สิ่งที่ได้เรียนรู้มาอาจนำไปต่อยอดงานต่างๆที่ตัวเองทำอยู่ถามว่าความรู้ตรงนี้ในห้องเรียนสอนเราไหม ในห้องเรียนไม่ได้สอนเราขนาดนี้ การทำงานของกลุ่มผู้หญิงส่วนมากก็จะเป็นงานเยียวยาเป็นส่วนใหญ่ เราก็สามรถเอาความรู้ตรงนี้ ไปพัฒนางานของเรา ลงยูทูป ลงเฟสบุคและเว็ปต่างๆได้อย่างมากมาย และสามารถนำไปสอนคนอื่นต่อ ในอนาคตพวกเราต้องทำงานกับชุมชนมากมายเลยนำความรู้ตรงนี้ไปต่อยอดและไปถ่ายทอดให้กับคนอื่นๆ” การเรียนรู้ของกลุ่มผู้หญิงในการอบรมนักข่าวพลเมืองในครั้งนี้จะมีเวลาเพียงแค่ 4 วัน แต่พวกเธอ ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนางานและพัฒนาฝีมือ ซึ่งกำลัง วางแผนเพื่อพัฒนางานและประเด็นต่อไป ติดตามผลงานของพวกเธอได้เร็วๆ นี้      
Women Citizen Journalists in Thailand’s Deep South

รหัส 16 โพสต์เมื่อ 05 พฤศจิกายน 2557 15:40 น. ดู 370 ครั้ง

Women Citizen Journalists in Thailand’s Deep South

By Somusa  buapan  and  Asra Ratakarun

Translated by Areezee Awae

Throughout the past ten years, the Women’s Civic Network for Peace in the Southern Border Provinces (Civic Women) has been taking responsibilities of several roles including civil society works, providing compensation for people who are affected by unrest and contributing to the peace dialogue in the southernmost provinces.  Today, the women are playing a role of communicators by being citizen journalists discussing various issues to build understanding about the situation through the media which will lead to creating an atmosphere of peace in the area.

 The Civic Women’s Network and the Hilal Ahmar Foundation together with the Citizen Journalism of ThaiPBS, the promotion and publication department of the Office of Extension and Continuing Education and the Faculty of Science and Technology of Prince of Songkla University, Pattani Campus (PSU Pattani Campus) under the Empowering Women for Democratic and Peace Dialogues in the South of Thailand project supported by theUnited Nations Democracy Fund (UNDEF) organized citizen journalism training to give knowledge in regards to public media, news reporting, photography and basic video editing.  The training aimed to increase women’s potential in southernmost provinces of Thailand or marginalized women so that they become capable of communicating, reporting and building understanding about the local situation to the public correctly.

The training was held twice – the first one took place from 31 May to 3 June 2014 at the Faculty of Science and Technology, PSU Pattani Campus with 32 participants, and the second from 13 – 15 June 2014 at CS Pattani Hotel with 26 participants.

Asst. Prof. Dr. Kusuma Kuyai, the deputy dean of the Faculty of Science and Technology, PSU Pattani Campus gave an opening speech of the training and talked about the power of women in communication.  She said that, “the power of women in the conflict area is essential to reflect aspects and balance the feelings of people.  The owners of the stories are the ones to communicate by mentioning small aspects and explain their connections with society.  Everyone who came that day was in the context of the area and accustomed to it.   I believe that many of them have things to tell, which will lead to the change of the society and continuation of peace forums in the area.”  Asst. Prof. Dr. Kusuma also stressed that it was about time women in the area had to stand up and communicate so that the issues become more potent.

 The second day of the training consisted of field visit, interviewing and collecting data to make a news reporting.  The area visited for photographs and collecting data was Ru Samilae weekly market in Mueang District of Pattani Province, which was a large used product market place.  Each group of the participants interviewed people and collected data concerning not only used goods, but several other issues such as “cha chak” [pulled tea] shops, cheap drinks and perfume shops.  A small corner of the market contained seafood stalls run by local fishermen.

On the third day, the participants were trained in video editing.  This section took two days.  They trainers wereMahamasabri Cheloh and Kuyi Itae, from the Wartani Citizen Journalist.

 

The participants made a rough story line with the materials they collected from the field visit and edited it into a piece of three-minute news.  This step took quite some time and each of the participants had to learn how to edit a video and how to write a story line, which all of them did well.

The fourth day was the most exciting part of the training for the trainees because they had to present their work toSomkiat Chansima, the director of the Citizen Media of Thai PBS and Samatcha Nilpat, a lecturer in the Science and Technology Faculty, PSU Pattani Campus.

 The Citizen Media chief said all of the stories presented were good enough to be broadcast on Thai PBS channel but may need a little more contents and that those could give much moral support to the women who wanted to communicate through the media.

Many participants said the training made them understand more about communication process.  Mrs. Yaena Salaemae, one of the people affected by the Tak Bai incident in Narathiwat Province, has been an important source of information.  She also joined the training to practice communication skills with some expectation.  She said, “I am hoping to make news myself.  I want to learn the process before news is broadcast, script writing and video editing because I have been in a state of affected person, associating with journalists for ten years.  If I can communicate by myself, even though I am not a very knowledgeable person I will try my best to create a piece of news.”

Ms. Yah Ali, a host of Mueang Pattani community radio, took part in the training to learn story-telling skills through motion pictures.  She believes that the most important thing of communication is the content.  If the content is good enough, the tool can enhance it further but it requires calmness and frequent practice.

 “Although I do not know everything, I understand it somewhat.  And after we practiced and got into action, I could do it.  These things will be our tool.  When we have good activities, we can communicate.  I want women to be uplifted so that they can communicate professionally.  I want the training to continue because the abilities will always be with us and we can help the society also.”

Mrs. Chiamchit Sirisuwan, a community woman, said that, “it is a good thing people in the area can communicate about their stories with those who live outside the three southernmost provinces so that they can learn about our provinces. The advantage of women communicators is that they can go deeper than men can.  With women’s natural softness, people will be willing to answer our questions.”

 

Mrs. Duangsuda Sangamphai, a civil society woman who was affected by the unrest, said that, “the advantage of citizen journalists is that we can communicate and tell stories of the people living in the area in our own perspective.  We will get to know how to communicate, the authentication and precision of information given.  I think we can use what we learned from the training for some things but we have to learn more to become real journalists.”

Ms. Surini Poni, a host of Media Selatan Pattani radio station, said that, “with the current condition of our hometown, if we do not rely on ourselves we do not have anyone else to rely upon.  My job is in this line of work and I want to enhance my journalist skills.  The advantage of women is that perhaps they are not [direct] targets, are not watched by other people and can spread more information than men can because women are thorough and discreet.”

 

The two rounds of training allowed the participants to produce news, reflecting stories about the southernmost provinces to the public in seven chapters of Ban Chan Wan Ni [My home today] and Citizen Journalists programs on Thai PBS channel.  The programs are planned to be continued by setting up a news table to improve contents and news making skills for the citizen journalists.  It requires collaboration among academic institutes and associate organizations to support and strengthen women leaders in the community and those of civil society organizations so that they can become citizen journalists who convey stories of the community to the public, which will be beneficial for building understanding about co-existence among Thai people who come from many different cultures.