เว็บไซต์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง “การศึกษา คือ อาวุธอันทรงพลังที่สุด ซึ่งคุณสามารถใช้ ในการเปลี่ยนแปลงโลก” @ เนลสัน แมนเดลา
บันทึกชีวิต"ครูมริสา" สามีถูกยิง ตัวเองถูกคุกคาม กับการก้าวข้ามสู่ "ผู้ช่วยเหลือ"
บันทึกชีวิต"ครูมริสา" สามีถูกยิง ตัวเองถูกคุกคาม กับการก้าวข้ามสู่ "ผู้ช่วยเหลือ" โดย เลขา เกลี้ยงเกลา, ศุภชัย หุ่นงาม “เมื่อกลุ่มเยียวยาของอาจารย์โซรยาก้าวเข้ามา ก็เป็นจุดเริ่มที่ฉันได้ก้าวข้ามความเจ็บปวดและความกลัวจากเหตุการณ์ร้ายที่ได้เจอ พวกเขาเอาจิตใจมาเยี่ยม ทำให้ฉันค่อยๆ ปรับตัว ปรับใจ กินข้าวได้ เดินออกไปพูดคุยกับเพื่อนบ้าน มันหนักมากกับสิ่งที่เจอมากับตัวเอง แต่เวลาช่วยผสานให้ดีขึ้น”            เป็นความรู้สึกของ มริสา สมาแห วัย 52 ปี ครูโรงเรียนบ้านพ่อมิ่ง ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งต้องประสบชะตากรรมที่เธอะไม่ได้ก่อขึ้น ทั้งสามีถูกยิงเสียชีวิต และเธอถูกขู่ให้ลาออกจากการเป็นครู           หัวค่ำของวันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ 2548 เสียงปืนดังขึ้น 4 นัดใกล้บ้านของเธอ เสี้ยววินาทีนั้น มริสารู้สึกว่าเหยื่อกระสุนต้องเป็นสามีเธอแน่นอน เธอจึงให้ลูกชายออกไปดูที่ตลาดนัดใกล้บ้าน แล้วก็จริงตามคาด เมื่อเธอตามออกมาก็เห็นลูกชายกำลังกอดร่างพ่อที่ไร้ลมหายใจ           “ตอนนั้นสามีฉันเสียชีวิตแล้ว ฉันรวบรวมสติ จัดการศพ และบอกลูกว่าไม่ต้องร้องไห้ ให้ยอมรับว่าถึงเวลาที่พระเจ้ากำหนดแล้ว ตำรวจเอาศพสามีไปที่โรงพยาบาลปะนาเระ ฉันกับลูกและญาติๆ ตามไปด้วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฉันก็นำศพกลับมาจัดการตามหลักศาสนา”           มริสา บอกว่า เหตุการณ์โหดร้ายในค่ำวันนั้น เธอไม่เคยลืม แต่ต้องมีสติและเข้มแข็งเพื่อจัดการศพของสามี เธอควบคุมอารมณ์และเก็บความรู้สึกไว้ พร้อมๆ กับไปให้ปากคำกับตำรวจที่ สภ.ปะนาเระ           หลังเหตุการณ์ที่เธอต้องสูญเสียสามีไปเพียงคืนที่สอง ขณะที่เธอนอนหลับ รู้สึกเหมือนมีใครมากระชาก ทำให้สะดุ้งตื่น จากนั้นเธอรู้สึกกลัวและระแวง ซึมเศร้า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่อยากพูดคุยกับใคร มีแต่คำถามที่คิดไปคนเดียว           “ตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวเรามีความสุขมาก เราเป็นทั้งคู่รักและเป็นเพื่อนในเวลาเดียวกัน สามีฉันเป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือเพื่อนบ้านเสมอ เมื่อชาวบ้านมีปัญหา ทุกคนก็จะมาปรึกษาและขอความช่วยเหลือ สำหรับฉัน เขาก็คือทุกอย่างในชีวิต มีคำถามในใจตลอดว่าใครยิงสามี เขาทำผิดอะไร เราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ฉันกังวลกับหลายๆ เรื่อง แม้แต่จะเดินไปทางไหน เพราะเขาเป็นคนบริการให้ทุกอย่าง”           “การสูญเสียสามีทำให้ฉันอยู่แบบคนไร้หัวใจ ไร้ความสุข ไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เช้าไปโรงเรียน ตอนเย็นกลับเข้าบ้าน ไม่ออกไปไหน ในระยะเวลา 4 เดือนกับ 10 วันซึ่งเป็น ‘อิดดะห์’ (ระยะเวลาที่ศาสนากำหนดให้ภรรยารอคอย ไม่สามารถแต่งงานใหม่หลังจากสามีเสียชีวิตหรือหย่าขาดจากนางไป) ฉันเห็นปัญหาที่ตามมาแล้วบอกกับตัวเองว่า ต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อลูกๆ ทั้งสามคนให้ได้”             หลังจากนั้น มริสาก็ลุกขึ้นมาละหมาดฮายัตขอพรจากพระเจ้าให้มีสุขภาพแข็งแรง ลืมเหตุการณ์ร้ายๆ พระเจ้าตอบรับการขอพรของเธอ เพราะเธอนอนหลับ ทานอาหารได้ จากนั้นเธอทำอีบาดะห์ (ศาสนกิจ)ทุกอย่าง ทั้งละหมาดฮายัตทุกคืน การอ่านยาซีนทุกวัน และละหมาดสุนัตต่างๆ เธอเริ่มก้าวข้ามวิกฤตด้วยการใช้ศาสนามาบำบัดจิตใจ           หลังจากสามีเสียชีวิตไป 2 ปี ก็มาเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับมริสาอีก โดยขณะที่เธอกำลังเข็นรถจักรยานยนต์เข้าไปเก็บในโรงรถภายในบ้าน ก็มีชายสวมหมวกไอ้โม่ง 2 คน โผล่ออกมาจากริมรั้วบ้าน และตะโกนบอกเธอว่า “ลาออกจากครู ไม่เช่นนั้นไม่รับรองความปลอดภัย”           เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอทรุดเป็นครั้งที่สอง ไม่สามารถพยุงตัวเองลุกขึ้นไปโรงเรียนสอนเด็กๆ ได้ คนรอบก็ข้างเป็นทุกข์ไปด้วย           ต่อมาผู้อำนวยการโรงเรียนได้นำเรื่องของเธอเข้าที่ประชุมเขตพื้นที่การศึกษา ปรากฏว่าผู้อำนวยการเขตฯ อนุญาตให้เธอย้ายไปช่วยราชการที่โรงเรียนไหนก็ได้ แต่เธอบอกว่าจะไม่ย้ายไปไหน ไม่ต้องหนีความตาย เมื่อถึงเวลาที่อัลลอฮ์กำหนดก็ต้องตายอยู่ดี           มริสาโชคดีที่คนรอบข้างช่วยกันรักษาจิตใจ แม้แต่เพื่อนครูที่โรงเรียนที่เป็นคนไทยพุทธ ทุกคนเป็นห่วงและมาเยี่ยมเธอสม่ำเสมอ           กระทั่งเดือนรอมฎอนของปีนั้น โซรยา จามจุรี และเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ได้มาเยี่ยมเธอ โดยที่ก่อนหน้านั้น เครือข่ายผู้หญิงฯ โทรศัพท์ให้กำลังใจเธอมาตลอด           “จริงๆ แล้วตอนนั้นฉันไม่อยากให้มาเยี่ยม เพราะกลัวว่าจะมาเห็นสภาพที่แท้จริง เนื่องจากเวลาอาจารย์โซรยาโทรศัพท์มา ฉันจะบอกว่าดีขึ้นแล้ว ทั้งที่แท้จริงๆ อาการยังเหมือนเดิม แต่เมื่อปฏิเสธไม่ได้จึงให้คณะมาเยี่ยม และดีใจที่มีคนเป็นห่วง ทำให้ฉันมีความผูกพันกับเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ มาก” มริสา บอก           เมื่อเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้เชิญเธอเข้าประชุม และให้ความรู้เกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดอบรมเกี่ยวกับการจัดรายการวิทยุเสียงผู้หญิงจากชายแดนใต้ ปรากฏว่ามริสากลายเป็นนักจัดรายการวิทยุที่ผู้ฟังให้ความสนใจ เพราะเธอนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมาเล่าในรายการ ทำให้คนฟังได้สัมผัสถึงวิธีการรับมือกับปัญหา การเยียวยา ช่วงที่ท้อแท้ กระทั่งสามารถฟื้นคืนกลับมาใช้ชีวิตหลังเกิดเหตุการณ์ร้ายผ่านไปได้           ต่อมาเครือข่ายของหมอดำรงค์ แวอาลี แพทย์สุขภาพจิตชื่อดังของชายแดนใต้ได้เชิญมริสาไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการเยียวยาจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เป็นอำเภอนำร่องในการดูแลเด็กกำพร้าที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เธอได้เข้าร่วมโครงการที่ทางศูนย์สุขภาพจิตจัดขึ้น ได้รับทุนจากศูนย์ 2 ปีซ้อน เนื่องจากผลการประเมินโครงการเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจทั้งหน่วยงานและชุมชน           “เมื่อมีความรู้ก็อยากช่วยคนอื่นให้ได้เรียนรู้ว่า คนไหนที่วันแรกอาการหนัก เขาจะฟื้นตัวเร็ว แต่คนที่นิ่งเงียบ น่ากลัว จะใช้เวลานาน เวลาเกิดเหตุการณ์กับใคร รู้สึกเหมือนเกิดกับตัวเอง เพราะผ่านเรื่องร้ายๆ มาแล้ว”           มริสาสอนเด็กๆ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ มีเวลาว่างช่วงวันเสาร์กับอาทิตย์ แต่หากทีมงานโทรศัพท์มา ก็จะปรับเปลี่ยนตารางการสอนให้เหมาะสม เพื่อไปช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ  เธอได้เป็นอนุกรรมการเกี่ยวกับการเยียวยา เปิดโอกาสให้ได้นำเสนอข้อมูลต่างๆ และเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน มีโอกาสได้ไปสานเสวนากับแม่ทัพภาคที่ 4 โดยเธอได้นำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ต.พ่อมิ่ง และข้อมูลจากชาวบ้าน ด้วยการขอให้ถอนกำลังทหารออกจากโรงเรียน ซึ่งแม่ทัพก็ทำตามที่เธอขอ           แต่ปัญหาในการทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงก็คือ เมื่อมีการสับเปลี่ยนกำลัง ก็ต้องมีการทำความรู้จักกันใหม่ทุกครั้ง           สำหรับโรงเรียนบ้านพ่อมิ่ง ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 180 คน ครู 14 คน ทั้งพุทธและมุสลิม มริสาเป็นวิทยากรอิสลามศึกษามาตั้งแต่อายุ 18 ปี บรรจุเป็นข้าราชการครูเมื่อปี 2547 และรักในอาชีพครู อยากให้นักเรียนได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์และใช้ได้ในชีวิตจริง เธอเป็นห่วงเรื่องการอ่านออกเขียนได้ของเด็กๆ เป็นอย่างมาก           “สอนเด็กประถมสนุก ไม่เครียด แต่ตอนนี้เด็กไม่ยอมพูดภาษาไทย ครูพูดไทย แต่เด็กไม่ตอบกลับเป็นภาษาไทย มีเฉพาะเด็กที่สนใจก็จะพูดและอ่านได้ ในปีนี้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 จึงมีเกณฑ์ว่า นักเรียนชั้น ป.6 ทุกโรงเรียนต้องอ่านออกเขียนได้ ถ้าเด็กทำไม่ได้ ครูไม่ได้ขึ้นเงินเดือน วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ก็จะมีการทดสอบ จึงต้องสอนเสริมกันทุกวัน ผู้ปกครองบางคนก็ไม่เข้าใจ คิดว่าครูบังคับให้พูดภาษาไทย ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เนื่องจากต้องสื่อสารกับสังคมและโลกภายนอกที่ไม่ได้มีอยู่แค่ในชุมชนหรือพื้นที่ที่ชายแดนใต้เพียงอย่างเดียว”           มริสา บอกว่า การเรียนการสอนในปัจจุบัน ครูต้องเอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างละเอียดถึงพื้นฐานครอบครัวว่าเป็นอยู่อย่างไร บางครอบครัวต้องสอนพ่อแม่ให้ช่วยดูการบ้านและดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ต้องช่วยกัน ไม่ใช่ผลักภาระมาให้โรงเรียนและครูทุกอย่าง           “ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ให้โอกาส ให้เวลา สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ออกสู่สังคม ถ้าสิ่งนั้นคือความดี ฉันพร้อมที่จะลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจทุกเรื่อง สิ่งเดียวที่อยากบอกกับทุกคนคือ ความอดทน และการทำอีบาดะห์ (ศาสนกิจ) เท่านั้นที่เป็นเกราะป้องกันตัวเรา”           ทุกวันนี้มริสามีความสุขขึ้นกับการได้เป็นย่าของหลานตัวน้อยๆ คนแรก และตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับลูกหลานชาวพ่อมิ่ง พร้อมๆ ไปกับการทำงานเพื่อสังคม
การตายของเธอ: ไม่ได้ถูกนิ่งเฉย ดูดายจากเพื่อนร่วมวัฒนธรรม
การตายของเธอ: ไม่ได้ถูกนิ่งเฉย ดูดายจากเพื่อนร่วมวัฒนธรรม โดย คำนึง ชำนาญกิจ และ โซรยา จามจุรี                              เมื่อเร็วๆนี้ ทีมเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (civic women)  ได้ไปเยี่ยมบ้านครอบครัวของ น.ส.รัตติกาล จ่าวัง หรือ “น้องกิ่ง”  ที่เสียชีวิต จากเหตุถูกคนร้ายยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2559 บริเวณถนนสาย 42 ปาลัส   ต.ควน  อ.ปะนาเระ   จ.ปัตตานี  น่าเศร้าสะเทือนใจมาก ที่เธอเสียชีวิตพร้อมลูกในท้องอายุ 9 เดือน วันไปเยี่ยมบ้าน เราพบปะกับสมาชิกหลายคนในครอบครัวน้องกิ่ง มีทั้งสามีน้องกิ่งซึ่งเป็นคนจากจังหวัดพัทลุงเพิ่งแต่งงานอยู่กินกับน้องกิ่งมาเพียงสามปี เรายังได้พบกับแม่ และพ่อของน้องกิ่งด้วย สิ่งที่เราสังเกตเห็น คือร่องรอยแห่งความเศร้าของ นางวรรณาภร   แก้วแก่นเพชร  ผู้เป็นแม่ของน้องกิ่ง ที่ยังทำใจยอมรับกับความสูญเสียครั้งนี้ยังไม่ได้  เธอเล่าว่าเธอแยกทางกับสามีแล้ว แต่ก็ยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้  เธอเล่าว่าเธออยู่กับลูกสองคนคือน้องกิ่งและลูกอีกคน ที่เป็นน้องชายของน้องกิ่ง อายุ 17 ปี  ส่วนสามีหรือพ่อของน้องกิ่ง หลังจากแยกทางกันก็ไปอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ และได้เดินทางกลับมาตอนที่น้องกิ่งถูกยิงเสียชีวิต ส่วนตัวเธอเอง มีอาชีพขายผลไม้สดในตลาดที่อำเภอสายบุรีทุกวัน ในตอนแรกๆ ของการพบปะกัน  แม่น้องกิ่ง และคนในครอบครัวดูเงียบๆ ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับเราสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะยังอยู่ในอาการโศกเศร้าอยู่ และผู้ที่มาเยี่ยมก็เป็นแขกแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคย...เราถามว่า “แม่รู้สึกอย่างไรที่เครือข่ายเราที่เป็นมุสลิมทั้งนั้น มาเยี่ยมบ้านวันนี้”  “แม่เข้าใจ แม่แยกออกว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ได้ว่าทุกคนเป็นคนทำ” เธอตอบสั้นๆ   ภาพที่ 1: วันไปเยี่ยมแม่น้องกิ่ง (ภาพซ้ายมือ) หรือ นางวรรณาภร แก้วแก่นเพชร ที่บ้าน ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี    หลังจากนั้นพวกเราก็ชวยคุยเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งครอบครัวได้รับการช่วยเหลือไปแล้วเบื้องต้นเป็นเงินห้าแสนบาท บรรยากาศการพูดคุยไม่ค่อยลื่นไหลนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการถามคำตอบคำมีความเงียบเข้ามาแทนที่เป็นระยะ ๆ จนเราคิดว่าคงไม่เหมาะจะรบกวนเวลาของครอบครัว ก็เลยขอลากลับ ก่อนกลับเราก็เข้าไปกอดแม่ของน้องกิ่ง พื่อให้กำลังใจพร้อมกับพูดว่า ”ขอบคุณที่เปิดใจรับทีมงานที่เป็นมุสลิมมาเยี่ยม และขอเป็นกำลังใจให้คะ  สิ่งไหนที่ทางเครือข่ายสามารถช่วยเหลือได้ก็บอกจะได้ช่วยกันดูแลถึงพวกเราจะเป็นมุสลิม แต่จะบอกแม่ว่ามุสลิมที่ไม่ต้องการความรุนแรงก็มีอีกเยอะ” ที่เราพูดและแสดงออกมาแบบนั้น เพราะจะได้ลดความรู้สึกหวาดระแวง และความไม่ไว้วางใจที่ครอบครัวอาจจะมีต่อพวกเราที่เป็นมุสลิมมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราเข้าใจได้ว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวพุทธหลายครั้งในสถานการณ์ความไม่สงบทำให้ชาวพุทธบางที รู้สึกหวาดกลัวและหวาดระแวงต่อมุสลิมโดยทั่วไปด้วย เราคิดว่าวินาทีนี้ คงไม่มีอะไรดีเท่ากับการสื่อสารทางกาย และการบอกเล่าความรู้สึกของเราตรงๆ  เราจับมือเธอไว้ แล้วถามต่อว่า “ตอนนี้แม่รู้สึกดีขึ้นบ้างไหมคะ” ปรากฏว่าการแสดงออกของเราเช่นนี้ได้ผล เธอสัมผัสและรับรู้ได้ เราเองก็รู้สึกได้ว่า กำแพงของความเงียบงัน และไม่ไว้วางใจ กำลังถูกทำให้พังทลายลง เธอคุยต่อกับเราอย่างพรั่งพรู ผิดจากตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นว่าการเยี่ยมของเราไม่ได้ทำให้ครอบครัวรู้สึกแย่ลง มากกว่านั้นมิตรภาพระหว่างผู้มาเยี่ยมกับผู้ถูกเยี่ยมกำลังทำงาน ภาพที่ 2: ครอบครัวน้องกิ่ง พ่อ แม่ และแขกผู้มาเยือนต่างวัฒนธรรม   “ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ แม่กินอะไรไม่ได้เลย นอนก็ไม่ค่อยหลับ มันรู้สึกเต็มไปหมด เที่ยงก็กินแต่รังนกกับน้ำหนึ่งแก้ว ทุกๆ วันที่ศพลูกอยู่ในวัด ก็อยู่ได้กับรังนกและน้ำ” “วันที่เผาศพน้องกิ่ง มีน้องเขาเอาขนมหัวล้านมาให้หนึ่งถ้วย ก็กินได้แค่สองลูก เพิ่งกินข้าวได้เมื่อวานนี้เอง มีน้องข้างบ้านเขาเอาแกงส้มมาให้ แม่ก็กินข้าวได้เยอะนิดนึง” เธอยังย้อนกลับเล่าให้ฟังถึงเรื่องในครอบครัวอีกด้วยว่า เธอหย่าขาดจากสามีมาห้าปีแล้ว “แต่แม้ว่าจะแยกทางกับพ่อของน้องแล้ว  แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน พ่อลูกเขาก็โทรคุยกันอยู่บ่อยๆตอนน้องกิ่งแต่งงานพ่อเขาก็มางานแต่ง” “ แม่ยอมรับทุกคนที่เป็นมิตร”เธอทิ้งคำพูด ที่ทำให้เรารู้สึกชื่นใจก่อนเดินกลับออกมาจากบ้าน ต่อมา เราก็ได้เดินทางไปที่บ้านพักข้าราชการตำรวจในเขตอำเภอเมืองปัตตานี  ซึ่งการเยี่ยมครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วโดยไปเยี่ยมครอบครัวของ จ.ส.ต.อนุรักษ์ รักบุตร คือน้องอร ซึ่งเป็นภรรยาของ  จ.ส.ต.อนุรักษ์  ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2559  ซึ่งยังอยู่ในช่วงรอมฎอน 10 วันสุดท้าย สามีของเธอได้เข้าเวรอยู่บริเวณตรงข้ามร้านอาหารลอนดอนใกล้ๆ กับมัสยิดกลางปัตตานี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาจอดรถเพื่อละหมาดในช่วงกลางคืน  ในเย็นวันนั้นเองได้เกิดเหตุระเบิดทำให้สามีของเธอเสียชีวิต ขณะนั้นเธอตั้งท้องได้ 7เดือน และยังมีลูกชายอยู่อีกสองคน   ภาพที่ 3: น้อง.ด.ช.รัฐฐานันท์  รักบุตร (น้องนาวา) ลูกคนเล็กของน้องอร ในวันที่ไม่มีพ่อ   การเยี่ยมครั้งที่สองนี้ เธอคลอดลูกชายออกมาแล้ว หน้าตาน่ารักและสมบูรณ์มากทีเดียว วันที่เราไปเยี่ยมวันนั้นดูสีหน้าน้องอรสดใสกว่าครั้งแรกที่เราไปเยี่ยมเมื่อครั้งหลังเกิดเหตุได้เพียงสองอาทิตย์ “ดีใจคะที่พี่มาเยี่ยมหนูอีก คิดถึงพี่อยู่เหมือนกัน    หนูตามข่าวผู้หญิงท้องถูกยิงเสียชีวิต รู้สึกไม่สบายใจ หนูยังคิดเลยว่าพี่จะลงไปเยี่ยมเขาไหม” น้องอรยิ้มด้วยความดีใจ ถามเรากรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องกิ่ง ที่เราเพิ่งไปเยี่ยมมา “เยี่ยมแล้วคะ เพราะพี่ไม่เลือกพุทธมุสลิม น้องอรเป็นไงบ้างตอนนี้  รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม” “ก็ดีคะ”  พูดแล้วเธอก็น้ำตาไหล เธอหยิบเศษกระดาษที่ลูกชายวัยเก้าขวบเขียนขึ้นมาอ่านให้เราฟัง ว่าลูกเขียนถึงพ่อเขาอย่างไร    “คุณพ่อครับ พ่อรักแม่ พ่อรักย่า พ่อรักปู่ พ่อรักป้าอู พ่อเป็นวิญญาณ (เขียนวิญญาณโดยใช้ตัว  ย )” ข้อความที่เป็นฝีมือลูก ที่ปรากฏอยู่ในกระดาษ เธอบอกว่า ลูกไม่ได้ตั้งใจให้เธอดู แต่ลมพัดเศษกระดาษนี้ปลิวมา เห็นแล้วเธอก็อดสะเทือนใจ  อดคิดถึงสามีไม่ได้    ภาพที่ 4 : ฝีมือลูกคนโต “.ด.ช.รัชชรักษ์     รักบุตร ”ของน้องอร ที่เขียนถึงพ่อ    “หนูได้ฟังข่าวระเบิดที่โต้รุ่ง หนูสงสารลูกน้องพี่เบิ้มมาก  มันทำให้หนูคิดว่าเค้าหนักกว่าหนูเยอะเลย หนูยังโชคดีถึงพี่นุ(สามี) จะเสียไป แต่แกก็ยังทิ้งอะไรไว้ให้เรามากมาย แต่ลูกน้องพี่เบิ้มเขาไม่เหลืออะไรเลย” เธอยังมีแก่ใจคิดถึงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดร้านก๋วยเตี๋ยวเบิ้ม ที่ตลาดโต้รุ่งปัตตานี ลูกน้องเบิ้ม ที่เธอกล่าวถึง คือ “น้องเบียร์” หรือ มโนชา พงษ์เสาร์ หม้ายลูกสามที่สูญเสียขาข้างขวา และ ต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาอีกข้าง จากแรงระเบิดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเบิ้ม เมื่อคืนวันที่ 24 ต.ค.2559 “อนาคตต่อไปจะเอาอย่างไงต่อ ทางผู้บังคับบัญชาให้อยู่ในบ้านพักนานแค่ไหน ถ้าสมมุติว่าเราไม่ทันจะบรรจุเป็นตำรวจ” เราถามต่อ เพราะเคยทราบจากเธอมาว่าทางหน่วยงานตำรวจ  ให้สิทธิเธอบรรจุเป็นตำรวจแทนสามีได้ แต่ก็น่ากังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงแน่นอนของอนาคตเธออยู่ดี “เขาให้อยู่สองปีคะ  หนูคิดว่าคงทันที่จะบรรจุ เพราะตอนนี้หนูส่งเอกสารอะไรเรียบร้อยแล้ว สมมุติไม่ทันจะบรรจุ และต้องย้ายออกจากบ้านพักไปก่อน หนูคิดว่ามีอยู่ที่เดียวที่จะไปอยู่ได้คือ บ้านแม่ที่สงขลา ส่วนบ้านพ่อแม่พี่นุ ( บ้านสามีซึ่งอยู่ที่ต.มะกรูด  อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ) หนูคงไม่ไปอยู่ เพราะหนูกลัวคะเพราะบ้านที่อยู่ เป็นไข่แดงตรงกลางเลย ล้อมรอบด้วยบ้านของมุสลิม” เธอตอบพร้อมกับพูดว่า “พี่อย่าโกรธนะ ที่พูดออกมาแบบนี้” ภาพที่ 5:  น้องอร (ภาพซ้ายมือ) ลูก  กับผู้มาเยือนต่างวัฒนธรรม   เราก็เข้าใจเธอนะ ที่เธอรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์และผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวสามีเธอเป็นครอบครัวชาวพุทธที่เหลืออยู่ไม่กี่หลังคาเรือนในหมู่บ้าน จากการเยี่ยมบ้านแบบข้ามวัฒนธรรมเช่นนี้ แม้เราไม่มีอะไรในทางวัตถุให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย แต่อย่างน้อย  เราก็อยากแสดงให้เห็นว่า  การตายของคนในสองครอบครัวนี้    ไม่ได้ถูกเมินเฉย และดูดายจากคนในสังคมส่วนใหญ่ที่นี่  อย่างน้อยก็มีพวกเรา ผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ที่มีโอกาสแสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในความเป็นความตาย และการได้รับผลกระทบของเพื่อนมนุษย์ทุกศาสนาที่ร่วมชายคาเดียวกัน ณ ชายแดนใต้/ปาตานีแห่งนี้ และอยากจะเป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตของทุกชีวิตที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะผู้หญิงในทุกศาสนา ผู้เป็นแม่ เป็นเมีย  ซึ่งต้องเป็นผู้แบกรับภาระทุกอย่าง เมื่อคนในครอบครัวต้องสูญเสียไป......
เยี่ยมบ้านผู้หญิงและเด็ก(ในท้อง) เมื่อมัสยิดไม่ปลอดภัย
เยี่ยมบ้านผู้หญิงและเด็ก(ในท้อง) เมื่อมัสยิดไม่ปลอดภัย โดย คำนึง ชำนาญกิจ  และโซรยา   จามจุรี หลายเดือนที่ผ่านมา    กลุ่มองค์กรผู้หญิงผนึกกำลังกันในนามคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้(paw) รณรงค์เรียกร้องเพื่อขอให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัย    โดยเฉพาะตลาด ถนนหนทาง โรงเรียน  ศาสนสถาน เพราะเป็นพื้นที่ของพลเรือนที่มีทั้งผู้หญิง และประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน แต่ตลอดระยะเวลาของการเรียกร้อง  เหตุรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้น แม้แต่ในบริเวณศาสนสถาน หรือใกล้ศาสนสถาน  ซึ่งที่จริงแล้วควรจะเป็นพื้นที่สันติ(peace space) และปลอดภัยมากที่สุด   เมื่อเร็วๆนี้ สมาชิกเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้(civic women)ร่วมกับคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (PAW) ซึ่งมีทั้งพุทธและมุสลิม ได้ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบริเวณศาสนสถาน “มัสยิด” ในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา  ซึ่งทำให้เราได้เห็นว่าผู้หญิงได้รับผลกระทบอย่างไร ครอบครัวแรกที่อ.บันนังสตา  จ.ยะลา เป็นครอบครัวของ“อิสน๊ะ โตะตาหยง” เธอสูญเสียสามีเมื่อวันที่ 4  ก.ค.2559  คือ อับดุลเราะแม โตะตาหยง ขณะที่เธอกับสามีเดินทางไปละหมาดตารอเวียะห์ในช่วงเดือนรอมฏอน ที่มัสยิดกลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปประมาณ 5 กิโลเมตร   เธอไม่คิดว่าในคืนนั้นจะเป็นคืนที่อัลลอฮ์จะเอาสามีเธอกลับคืนสู่พระองค์   เธอบอกว่ารู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว สามีเธอต้องจากไปด้วยแรงระเบิด M79  ที่มีการยิงเข้ามาตกหน้ามัสยิด  โดยผู้ก่อเหตุยิงมา 2 ลูก ลูกแรกข้ามหลังคามัสยิดไปตกลงบนหลังคาบ้านชาวบ้าน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เพราะไม่มีใครอยู่ในบ้าน ต่อมาก็ยิงลูกที่สอง ตกหน้ามัสยิดริมถนนและโดนสามีของเธอ ขณะที่เขากำลังเดินเข้าประตูมัสยิด  ส่วนตัวเธอปลอดภัย เพราะเข้าประตูฝ่ายผู้หญิงไปอยู่ด้านในมัสยิดแล้ว เราเห็นเธอเข้มแข็งมาก ไม่มีน้ำตาสักหยดยามหวนรำลึกถึงเหตุการณ์และความสูญเสีย เลยถามว่าเยียวยาจิตใจอย่างไร เธอบอกว่าตอนที่ไปดูสามีที่โรงพยาบาล เห็นเขาครั้งแรกเธอทำใจไว้แล้ว เพราะเขาอาการหนักมาก “ คือตอนที่โดน เขากำลังจะไปละหมาดและมีน้ำละหมาดแล้ว และก็เป็นเดือนบวชด้วย  ก๊ะเลยทำใจไม่ให้เสียใจคือเขาไปดีแล้ว  อาแบเคยคุยกับก๊ะบ่อยครั้งว่า การตายเป็นแค่การย้ายที่อยู่เท่านั้นเอง” ครอบครัวอิสน๊ะ  มีลูก 4 คน สามคนเรียนจบหมดแล้ว เหลือแต่คนเล็กที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงโดยทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ครอบครัวเธอ เป็นครอบครัวใหญ่ วันที่เราไปเยี่ยม เห็นมีหลานเล็กๆหลายคนวิ่งเล่นกันสนุกสนาน ทำให้เธอไม่เหงาและไม่เครียด   “ไม่อยากให้เกิดขึ้นในบริเวณมัสยิด เพราะเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านจะไปทำศาสนากิจเพื่อสงบจิตใจ  ตั้งแต่สมัยท่านนบีมูฮัมหมัดของเราก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่เขาก็จะมีกฎเกณฑ์ในการสู้รบ ในศาสนาอิสลามของเรา ไม่อนุญาตให้ทำร้ายผู้หญิง ผู้บริสุทธิ์ และเด็กหรือผู้ที่อ่อนแอกว่า  และไม่ให้โจมตีสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติศาสนากิจ” เธอให้ความเห็นที่เชื่อมโยงกับหลักศาสนาว่าทำไมในการสู้รบ จึงให้มีการละเว้นสถานที่ และผู้คนบางกลุ่ม ทำให้เรารู้ว่าเธอแม่นยำในเรื่องศาสนาอยู่มาก ถามต่อว่าทางออกในการสร้างสันติภาพในมุมมองของเธอเห็นว่าเป็นอย่างไร?  เธอบอกว่า “ไม่ว่าในชุมชนหรือสถานที่ใดจะสงบได้ ถ้ามีการพูดคุยกัน สมัยนบีก็ทำสัญญาสันติภาพ เมื่อพูดคุยกันและตกลงกันแล้ว  ฝ่ายที่กำลังสู้รบกันนั้นถ้าได้พูดคุยกัน คิดว่าสงบคะ แต่ทุกคนจะต้องยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกัน” ในวันเดียวกัน คณะของเราได้ไปเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสียอีกครอบครัวหนึ่งที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงเดือนรอมฏอน ก่อนเกิดเหตุที่มัสยิดบันนังสตาหนึ่งวัน คือครอบครัวของน้องอร หรือรัชนู   รักบุตร  เธอต้องสูญเสียสามี  คือ จ.ส.ต. อนุรักษ์  รักบุตร เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2559 จากเหตุระเบิดที่หน้าบริเวณมัสยิดกลางปัตตานี  ในวันเยี่ยมบ้านนั้น เธอซึ่งตั้งท้องอยู่ 7 เดือน  พร้อมลูกชายอีกสองคน ชวนเราพูดคุยกันในร้านค้าบริเวณบ้านพักตำรวจใน อ.เมือง จ.ปัตตานี  เธอเริ่มต้นว่า “เขาทำหน้าที่ของเขาดีที่สุดแล้ว เขาไปเข้าเวรเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องมุสลิมที่จะมาละหมาด  พี่นุบอกเสมอว่าไม่เคยนึกกลัวกับเหตุการณ์ในสามจังหวัด เพราะเขาเป็นคนในพื้นที่ ที่นี่เป็นบ้านเกิด พี่นุเป็นคน ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี”  “หลายๆครอบครัวที่เดือดร้อน เมื่อต้องสูญเสียคนในครอบครัว ลูกต้องสูญเสียพ่อหรือแม่ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะเป็นพุทธหรือมุสลิม  เด็กๆเหล่านั้นเขาจะอยู่กันอย่างไร สำหรับอรคิดว่าเราต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน เพราะว่าสิ่งที่ขาดหายไปคือพ่อ แต่อร ในฐานะที่เป็นแม่ ก็ต้องทำให้เหมือนพ่อของลูกตอนที่มีชีวิตอยู่คะ”  “ก็ต้องทำใจสู้   เพื่อลูกอีก 2 คน รวมทั้งที่อยู่ในท้องอีก 1 คน อรคิดว่าถ้าอรหมดกำลังใจแล้วลูกอีก 3 คนจะเดินไปไม่ได้ ก็ต้องพยายามทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น  อรมีกำลังใจจากเพื่อนๆทั้งพุทธและมุสลิมที่โทรมาและไลน์มา  พี่น้องพุทธและมุสลิมก็ไม่ทอดทิ้งกันนะคะ ทางมัสยิดกลางก็มีกระเช้ามามอบให้  ทางจุฬาราชมนตรีมอบเงินให้หนึ่งแสนด้วยคะมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรืออิสลาม เขาทำความดีละเว้นความชั่วทั้งนั้น เราอย่ามาเจาะจงว่าอิสลามไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ อย่าเอาภาพมารวมหมดว่าอิสลามเป็นผู้ก่อการร้าย”  ในการเยียวยาจิตใจ เธอบอกว่าแม้ว่าจะทำใจยังไม่ได้  แต่ก็พยายามคิดว่าถึงแม้ว่าเราจะร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เราไม่สามารถย้อนอดีตได้ เราต้องเดินหน้าต่อไป ในวันข้างหน้าเราต้องอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับลูกๆ 3 คน โดยเฉพาะลูกที่กำลังจะคลอด หากแม่เศร้า กลัวลูกในท้องจะได้ผลกระทบเมื่อคลอดออกมา    จากการมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ แกนนำเครือข่ายของเราที่ทำงานอยู่ที่เยียวยาอำเภอเมืองปัตตานี  ที่ได้ร่วมเยี่ยมบ้านด้วยเล่าว่า ไม่เฉพาะน้องอรที่กังวลเรื่องลูกในท้อง   เหตุการณ์ระเบิดที่บริเวณมัสยิดกลางปัตตานี  ยังทำให้แม่วัยรุ่นมุสลิมที่ตั้งท้อง 3 เดือนอีกคน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้นด้วย  รู้สึกกังวลและเครียดมากว่า แรงระเบิดในวันนั้นจะทำให้ลูกของเธอในท้องได้รับผลกระทบเมื่อคลอดออกมา  “ผู้หญิงคนนี้มารับเงินเยียวยาที่อำเภอ แล้วก็รีบกลับไปขายข้าวที่มาเลย์  น้องเค้ายังรู้สึกผวา เขากลัวลูกในท้องไม่ปลอดภัย แต่หากเด็กที่คลอดออกมาได้รับผลกระทบ  ทางการจะไม่สามารถเยียวยาอะไรได้ เพราะไม่อยู่ในหลักเกณฑ์”  แกนนำผู้หญิงเราเล่าในวงเยี่ยม เป็นอีกเรื่องที่น่าเศร้าใจ ที่ไม่เป็นข่าว ที่เราได้ร่วมรับรู้ในวันนั้น  สำหรับสองครอบครัวผู้สูญเสีย ที่พวกเราได้ไปเยี่ยมในวันนั้น จะเห็นว่าแม้ต่างศาสนาและวัฒนธรรม แต่ก็ร่วมชายคาบ้านเดียวกันในชายแดนใต้  และมีชะตากรรมเดียวกันที่ต้องเผชิญกับความสูญเสีย รวมแม้กระทั้งชีวิตน้อยๆที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก ที่ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อ และอาจจะได้รับผลกระทบตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  โดยที่เราไม่อาจรู้ได้ในตอนนี้ และเนื่องจากผู้หญิงและเด็กๆซึ่งไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่สู้รบ แต่กลับต้องเป็นผู้ที่ต้องเผชิญและแบกรับผลกระทบจากสถานการณ์และการสู้รบ การเยียวยา พร้อมๆกับการเรียกร้องขอพื้นที่สาธารณะปลอดภัยจากเหตุรุนแรง จึงยังคงต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไป  จนกว่าจะมีพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติ  และไม่มีชีวิตใดๆที่ต้องสูญเสียให้เราต้องเยียวยาอีกต่อไป
โจทย์ท้าทายของการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมชายแดนใต้
โจทย์ท้าทายของการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมชายแดนใต้ โดย โซรยา จามจุรี  หัวหน้า ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Civic Women)   เวทีเสวนาเรื่อง ‘เหลียวหลัง แลหน้า มนุษย์+ธรรม ชายแดนใต้’ ที่มัสยิดกลาง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 31 มกราคม วานนี้ จัดโดยสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ผู้หญิง 3 คนที่ร่วมเสวนาพูดคุย คือ โซรยา จามจุรี อัญชนา หัมมิหน๊ะ และนูรยีลัน หะยีอาบูบากา โดยมีมีฐปณีย์ เอียดศรีไชย จากทีวีช่อง 3 มาดำเนินรายการ ขอบคุณฐปณีย์ ที่ไม่เคยปฏิเสธงานพี่น้องมุสลิม และบทบาทของเธอ รายงานข่าวทางมนุษยธรรมที่ผ่านมาน่าชื่นชมมาก ทั้งข่าวปัญหาลูกเรือประมงไทยที่อินโดฯ ปัญหาโรฮิงญา เป็นต้น สำหรับเวทีวันนี้ ตอนหนึ่ง ตนเองได้เสนอให้เห็นความทุกข์ยากลำบากของกลุ่มคนประมาณ 2,000 ครอบครัวในชายแดนใต้ ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากคนในสังคม คนกลุ่มนี้ต้องนับว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบด้วยเช่นกัน แต่ไม่อยู่ในเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประชาชน ที่ต้องยื่นมือมาช่วยเหลือกันเอง ประกอบด้วย ครอบครัวผู้ต้องขัง 456 ครอบครัว, ครอบครัวที่ไม่ถูกรับรองการเสียชีวิตว่ามาจากสถานการณ์ฯจากเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายจำนวนราว 1,000 ครอบครัว, ครอบครัวในกลุ่มที่ถูกซ้อมทรมาน 146 ครอบครัว, ครอบครัวที่มีสมาชิกเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่/ถูกวิสามัญ 325 ครอบครัว ครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวถูกฆ่านอกระบบ 20 ครอบครัว (ข้อมูลตัวเลขสามกลุ่มหลัง มาจากการเก็บข้อมูลขององค์กรด้านสิทธิ คือ กลุ่มด้วยใจ ที่นำเสนอบนเวที) สำหรับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบทั่วไป ที่เจ็บตายจากสถานการณ์ความไม่สงบ อยู่ในการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากลุ่มแรก ซึ่งสมาชิกในครอบครัว มีความคับแค้นขมขื่นใจสูง เพราะรู้สึกว่าตนเองถูกซอเล็ม (อธรรม) และอยู่ในฐานะยากลำบากกว่ามาก การช่วยเหลือจากคนภายนอก ก็เข้าถึงคนกลุ่มนี้ยาก เพราะยังรู้สึกหวาดระแวง และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนกลุ่มนี้ ทั้งๆที่ควรนับว่าลูกเมียของคนเหล่านี้ เป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ควรได้รับการดูแลจากสังคม โดยเฉพาะเด็กๆที่ต้องได้รับการศึกษา ไม่หมดอนาคตไปเสียก่อนเมื่อพ่อตาย หรือติดคุก อีกเรื่องหนึ่งคือ เราจะก้าวข้ามพรมแดนทางศาสนา เชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมได้หรือไม่ มุสลิมต้องไม่ช่วยเฉพาะมุสลิม แต่ช่วยศาสนิกอื่นที่ทุกข์ยากด้วยเช่นกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่มีความหวาดระแวง ต่อต้านมุสลิมมากขึ้น ในระยะหลังของคนในสังคมไทย เรายิ่งต้องสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ที่ดีของมุสลิม ผ่านการหยิบยื่น/เป็นผู้ให้แก่คนไทยที่ทุกข์ยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นับถือศาสนาใดก็ตาม ซึ่งเป็นการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คิดว่า นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายของการทำงานทางมนุษยธรรมในบริบทปัจจุบัน
20 เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพสตรีชายแดนใต้สู่หนังสือ “เสียงของความหวัง เล่ม 2”
20 เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพสตรีชายแดนใต้สู่หนังสือ “เสียงของความหวัง เล่ม 2” โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เตรียมรวมเล่ม “เสียงของความหวัง” เล่ม 2 ถ่ายทอดเรื่องราวจากสตรีเหยื่อเหตุไม่สงบสู่การพลิกฟื้นชุมชนเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เพราะหนังสือคือเสียงของความหวัง เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้จึงวางแผนเขียนหนังสือชื่อ “เสียงของความหวัง” ขึ้นมาอีกครั้งเป็นเล่มที่ 2 หลังจากพวกเธอประสบความสำเร็จอย่างมากมาแล้วในเล่มแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะเป็นเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง มีคนเขียน 19 คน 19 เรื่อง ใช้ชื่อหนังสือว่า “เสียงแห่งความหวัง เรื่องเล่าเพื่อสันติภาพชายแดนใต้” เพราะการทำหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเธอจึงต้องมาเข้าอบรมกันก่อน ซึ่งจัดกันไปแล้วระหว่างวันที่ 22-23 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาที่สำนักงานของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ “เสียงของความหวัง 2” เรื่องเล่าเพื่อพลิกฟื้นชุมชนชายแดนใต้/ปาตานี ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ : ญส.ปต. (Empowering Women For Democratize and Peace Dialogues In the South Of Thailand) โดยจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายผู้หญิงฯ กับมูลนิธิฮิลาลอะฮห์มัร และสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี เป้าประสงค์หลักๆ ของการอบรมครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การร้อยเรียงเรื่องเล่าของแต่ละคน หากแต่จะทำอย่างไรให้เรื่องเล่าจะชุมชนสามารถเปิดพื้นที่เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันได้ เติมเต็มเรื่องราวประวัติชีวิตไปสู่การพลิกฟื้นชุมชนและการปะชุนความสัมพันธ์ของผู้คน นี่จึงไม่ใช่แค่เล่าเรื่องของเธอคนเดียวอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของเราที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร นางสาวอัสรา รัฐการัณย์ผู้ประสานงานโครงการฯ บอกว่า หนังสือเล่มแรกได้ตีพิมพ์ขึ้นหลังเครือข่ายผู้หญิงฯ จัดอบรมผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ได้เขียนเรื่องเล่าของตัวเองขึ้นมา ครั้งนี้อยากให้พวกเธอ ซึ่งเป็นทั้งผู้สูญเสียสามีหรือสมาชิกครอบครัว เป็นผู้ที่เคยตกลงเป็นจำเลยคดีความมั่นคงหรือเคยถูกจำคุกในคดีความมั่นคง หรือหากเธอยังอยู่ในคุกก็ให้สามีมาอบรมแทนเพื่อให้เขียนเรื่องราวของพวกเธอเอง จากนั้นก็จะผลิตเป็นหนังสือ “เสียงของหวัง” เล่มที่ 2 โดยมีคนเขียน 20 คน จำนวน 20 เรื่องเล่า มีทั้งคนไทยพุทธและคนมุสลิมในพื้นที่ โดยนางสาวฐิตินบ โกมลนิมิ เป็นบรรณาธิการ อัสรา บอกอีกว่า หนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพลิกฟื้นชุมชนของพวกเธอ การกลับสู่เข้าสู่สังคมของผู้หญิงที่เคยเป็นจำเลย รวมทั้งความหลากหลายของสังคมพื้นที่ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2559 “เราเชื่อว่าผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบมีอำนาจและพลังที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้ เพราะขนาดพวกเธอสูญเสียสามีหรือลูกไปแล้วก็ยังสามารถจัดการครอบครัวตัวเองได้ เสียงของพวกเธอจึงมีอำนาจเรียกร้องสันติภาพผ่านการเขียนเรื่องราวของตัวเองให้กับสังคมได้รับรู้” นางคำนึง ชำนาญกิจ หัวหน้าภาคสนามในงานเยี่ยมเยียนผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ชักนำผู้หญิงเหล่านี้มาเขียนเรื่องราวของตัวเอง คำนึงบอกว่า เนื่องจากพวกเธอเหล่านี้ไม่เคยสื่อสารเรื่องราวที่ตัวเองพบเจอมาสังคมก็ไม่เคยรับรู้เรื่องของพวกเธอจึงทำให้พวกเธอรู้สึกกดดัน แต่ถ้าได้สื่อสารออกมาแล้วจะทำให้สังคมเข้าใจพวกเธอมากขึ้น และจะเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ไปด้วย นางคำนึง บอกว่า หลังจากที่เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ได้มีการแจกจ่ายหนังสือเสียงของความหวังเล่ม 1 ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีพลังมากขึ้นที่จะต่อไปสู้ในแนวทางกระบวนการยุติธรรมและแนวทางสันติวิธี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีการพูดคุยกันมากขึ้นกับคู่ขัดแย้ง เช่น มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น จากเดิมไม่มีการพูดคุยเลย เพื่อที่หาทางออกจากการตัวเองคิดว่าไม่รับความยุติธรรม โดยการต่อสู้ตามแนวทางของกระบวนการยุติธรรมและสันติวิธี รุสนา เจ๊ะเลาะ ก้าวข้ามความเจ็บปวดจากสูญเสียลูกชายวัย 9 ขวบ นางสาวรุสนา เจ๊ะเลาะ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ เล่าว่า เธอสูญเสียลูกชายวัย 9 ปีไปจากเหตุระเบิดที่ตลาดเปิดท้ายปัตตานี เมื่อ 26 มีนาคม 2556 ส่วนเธอเองก็บาดเจ็บสาหัสต้องพักรักษาที่โรงพยาบาลปัตตานี 3 เดือน แล้วกลับพักฟื้นที่บ้านอีก 6 เดือนกว่าจะเป็นปกติ เธอโดนระเบิดที่ขา “หลังเหตุการณ์นั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป เพราะเสียลูกชายเพียงคนเดียวไปฉันตั้งใจมากที่จะให้ลูกได้เรียนสูงๆ เพื่อให้มีการงานที่ดี ตอนที่ฉันบาดเจ็บสามีก็หนีกลับบ้านเขาไปและไม่มาหาฉันอีกเลย มันยิ่งสร้างความลำบากใจมาก” “พอได้เงินเยียวยาสามีมาขอส่วนแบ่งของลูกอีก เพราะฉันได้เงินเยียวยา 200,000 บาท และส่วนของลูกอีก 500,000 บาท แต่เงินนี้ไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกเจ็บปวดและแทนความสุข ความอบอุ่นของครอบครัวที่หายไปได้หรอก” แต่สิ่งที่รุสนาบอกว่าตั้งใจจะเขียนมาก คือสิ่งที่เธอสามารถก้าวข้ามความยากลำบากนั้นมาได้อย่างไร เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่นั้น ต้องเจอเรื่องอะไรบ้างและรู้สึกอย่างไร  
เยียวยาชาวพุทธ กับความไม่สิ้นหวังในสันติภาพที่ชายแดนใต้
เยียวยาชาวพุทธ กับความไม่สิ้นหวังในสันติภาพที่ชายแดนใต้ เลขา เกลี้ยงเกลา   ++ “ขอให้กำลังใจว่าอย่าท้อถอย อย่าคิดว่าเป็นคนกลุ่มน้อย มาเพื่อให้กำลังใจกันและกัน และเข้าใจถึงความสูญเสีย หากเป็นครอบครัวเราก็คงเสียใจมาก ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน ให้มองคนเป็นคน แล้วจะรู้ว่าความทุกข์ยากเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันจริงๆ ทั้งพุทธและมุสลิม ช่วยเหลือดูแลกันและกัน เพื่อให้ได้สันติภาพที่เราต้องการ” คำนึง ชำนาญกิจ   หรือ “ก๊ะวัน”  จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ บอกกับ “กานต์ เกษลึกซึ้ง” ในวันที่ไปเยี่ยมครอบครัว หลังจากที่กานต์ต้องสูญเสียพ่อและแม่ โดยโดนยิงเสียชีวิตในคราวเดียวกัน ระหว่างทางบนถนนสายบ่อทอง–ยะรัง ท้องที่หมู่ 7 บ้านค่าย ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี ขณะเดินทางออกไปขายหมูในตลาด  เมื่อ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา “ดีใจมากและรู้สึกดีที่มีเพื่อนมุสลิมมาให้กำลังใจ มีน้ำใจแก่กันในยามที่มีเหตุเช่นนี้” กานต์กล่าวตอบรับกลุ่มผู้หญิงที่มาเยี่ยมจากองค์กรประชาสังคมต่างๆ  ซึ่งวันนี้ นอกจากมีผู้หญิงจากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯแล้ว ก็ยังมีผู้หญิงจากเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ และเครือข่ายสตรีชายแดนใต้ด้วย “ทำได้อย่างเดียวคือ ทำใจ เพราะทำอะไรไม่ได้ อย่าให้เกิดกับใครอีกเลย ภาวนาขอให้หมดเรื่องร้ายๆ ใจเสียทุกครั้งเมื่อได้ยินข่าวการสูญเสียทั้งพุทธและมุสลิม” ในยามที่สถานการณ์ชายแดนใต้ร้อนแรง มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแทบทุกวัน ผู้สูญเสีย มีทั้งชาวพุทธ และชาวมลายูมุสลิม การทำงานด้านมนุษยธรรม การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยเฉพาะการเยียวยาข้ามวัฒนธรรม อย่างน้อยให้คนทั้งสองศาสนาได้เยี่ยมแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันหลัง เกิดเหตุ   จะช่วยสมานรอยร้าวทางความสัมพันธ์ ลดอคติ และการเหมารวม  ที่จะขยายเป็นความโกรธเกลียดทางชาติพันธุ์ และศาสนาของคนในพื้นที่ให้เบาบางลงไปได้ บาดแผลทางใจที่มองไม่เห็นทางกายภาพระหว่างผู้คน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง นับวันจะร้าวลึกอย่างเงียบๆ และขยายวงกว้างได้ หากสถานการณ์ทวีความเข้มข้น  และความจริงที่เกี่ยวกับการฆ่ากันตายในแต่ละเหตุการณ์ไม่ปรากฏ  เฉพาะในระหว่างวันที่ 6 - 8  ต.ค. 2558 มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เป็นสามีภรรยา รวมแล้ว 4 คู่ด้วยกัน เป็นชาวพุทธ 1 คู่ และเป็นชาวมุสลิมอีก 3 คู่  ที่ จ.ปัตตานี และยะลา สำหรับครอบครัวกานต์ อาจจะบอกได้ว่าแย่ที่สุด  เพราะเขาต้องเสียพ่อเลี้ยง คือ นายซุ่ยบี้ ชูช่วยคำ อายุ 69 ปี และแม่ คือนางนวลศรี ณ ตะกั่วป่า อายุ 65 ปี ไปพร้อมๆกัน โดยคนทั้งสองโดนยิง สภาพศพดูอเนจอนาถมาก “พอได้รับแจ้งเหตุผมก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ขี่ไปอีกทางที่ไกลกว่าเพราะใจไม่อยู่กับตัว ไปถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ก็กั้นพื้นที่แล้ว เขายิงมาจากด้านหน้ารถ สมองกระจายเต็มหลังคา เบรกมือ  ยิงแม่แล้วลากลงมาจากรถ เอากระเป๋าคาดเอวที่มีเงิน โทรศัพท์ กุญแจตู้ไปหมด แล้วล้วงเอาเงินในกระเป๋าพ่อกับปืนพกของพ่อไปด้วย” กานต์เล่าว่า เขาเป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 5 คน ที่อยู่ต่างจังหวัดและปัตตานี เขาทำงานเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดนหรือ อส.ที่ อ.หนองจิก วันทำงานที่เป็นเวรติดกันเป็นอาทิตย์  ทำให้เขาต้องไปเช่าบ้านอยู่ที่ต.ตุยง อ.หนองจิก เพื่อความสะดวกในการทำงานและส่งลูกเรียนหนังสือในตัวเมืองปัตตานี  เขากลับมาบ้านแม่เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์  ส่วนนายซุ่ยบี้ เป็นพ่อเลี้ยงที่เป็นอดีตข้าราชการการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ซ่อมทางรถไฟ เกษียณอายุมาเกือบสิบปี อยู่กับแม่ของเขามาเกือบสิบปีเช่นเดียวกัน มีสุขภาพไม่ค่อยสู้ดี เป็นโรคเส้นเลือดตีบ เดินเหมือนจะล้มตลอด “แม่กับพ่อจะไปขายหมูที่ตลาดโคกโพธิ์ทุกวัน เว้นวันพระ ออกจากบ้านกันแต่เช้าด้วยรถมิร่า ขากลับไม่แน่นอนว่าขายได้แค่ไหน เขาจะคิดกันทุกวันว่าจะไปทางไหน กลับทางไหน ไม่ให้ซ้ำกับทางเดิม จะเปลี่ยนเส้นทางตลอด และระมัดระวังกัน เพราะพ่อเคยถูกลอบยิงมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2554 เลยจากที่เกิดเหตุนี้ไปราว  200 เมตร และพ่อจะพกปืนเป็นประจำเพื่อป้องกันตัว” ก่อนวันเกิดเหตุเขาเพิ่งซ่อมรถมิร่าให้เพื่อแม่จะได้ใช้งานได้สะดวก "ทั้งแม่และพ่อก็อายุมาก ไม่เคยคิดร้ายกับใคร ทำแต่งาน ยังมาทำอย่างนี้กันอีก” กานต์มีหน้าที่หลักคือดูแลกล้องวงจรปิด เมื่อเกิดเหตุร้ายกับแม่ของเขา มีรายงานมาว่ามีคนถูกยิง ขับรถเล็กๆ สีเขียว เขารู้ทันทีว่าเป็นแม่และพ่อของเขา กานต์บอกว่าช่วงเกิดเหตุตรงนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด แต่ถึงจะมีก็ดูไม่ได้ เพราะคนก่อเหตุจะทำลายกล้องเสียก่อน ด้านญาติของกานต์ ที่นั่งอยู่ด้วยกันบอกว่า อยากให้มุสลิมช่วยดูแลชาวพุทธที่อยู่อาศัยเหมือนเป็นไข่แดงเพราะรู้สึกไม่ ค่อยปลอดภัย และชาวพุทธไม่เคยคิดทำร้ายใคร ลม้าย มานะการ ตัวแทนเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ที่ได้ไปให้กำลังใจกานต์และครอบครัวด้วยกล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ขอความร่วมมือจากพี่น้องมุสลิมที่อยู่รอบด้านให้ช่วย ดูแลชาวพุทธ ที่เป็นเพื่อนบ้านในพื้นที่ด้วย “เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยเหลือกันทั้งพุทธและมุสลิม เพียงแต่ในพื้นที่ที่มีชาวพุทธอยู่ตรงกลาง ขอให้พี่น้องมุสลิมช่วยดูแลด้วย คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น คนในพื้นที่ไม่ใช่คนก่อเหตุ ส่วนใหญ่มาจากคนภายนอก เกิดจากความอ่อนแอของชุมชนที่ไม่ได้ระวังตัว ซึ่งในความจริงต้องระวังตัวทุกสถานการณ์เพราะทุกคนอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ที่ไม่ปกติ ต้องไม่ประมาทและช่วยกันดูแล” “ไม่รู้จะป้องกันอย่างไร หลังเกิดเหตุทุกครั้งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดไปเสียที ไม่แน่ใจว่าคนที่ทำอยู่เป็นฝ่ายขบวนการหรือฝ่ายแทรกแซง ไม่เคยมีใครออกมารับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้นสักเหตุการณ์ ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเต็มพื้นที่ แต่ในการสืบสวนไม่เคยเจอผู้ก่อเหตุ จับตัวไม่ได้ ทำให้ความหรือเหตุการณ์แบบนี้มันเป็นเงา เมื่อเป็นเงา ประชาชนขัดแย้ง ไม่ไว้วางใจกัน” ในฐานะประชาชนธรรมดา ลม้าย ขอเรียกร้องรัฐในการปกป้องดูแล  การสอบสวนให้ได้ความจริง โดยต้องสอบสวนให้เร็วที่สุด หาคนผิดมาลงโทษ ดูแลครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และให้กำลังใจกันและกัน “อย่าไปมองว่าพุทธหรือมุสลิมที่ทำให้แตกแยก อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ปู่ย่าตายายของเราไม่เคยแบ่งแยกกัน ในชุมชนพุทธและมุสลิม เราอยู่ด้วยกันอย่างปกติ ไม่เคยทะเลาะกัน ปรึกษาหารือกันมาจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน ” กานต์ กล่าวในตอนท้าย เขาบอกด้วยว่า เมื่อเพื่อนๆที่เรียนแม่โจ้ด้วยกันทราบว่า พ่อแม่เขาเสียชีวิต ต่างก็มาเยี่ยมให้กำลังใจกัน  โดยเฉพาะเพื่อนๆที่เป็นมุสลิมมาเยี่ยมกันหลายคน ความเข้มแข็ง มีสติ และมั่นคงของกานต์  ทำให้เรายังรู้สึกได้ถึงความหวังว่า วันนี้ ความรุนแรงพรากได้แค่เพียงชีวิตคน แต่ยังไม่อาจพรากสายสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างศาสนา ต่างชาติพันธ์ ที่ร่วมชายคาและชะตากรรมเดียวกันได้ เรายังไม่สิ้นหวังในสันติภาพที่ชายแดนใต้... หมายเหตุ : บทความขิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ ประชาไท
เครือข่ายผู้หญิงจัดสานเสวนาศึกษาสถานการณ์ชุมชนพหุวัฒนธรรมยุโป (2)
เครือข่ายผู้หญิงจัดสานเสวนาศึกษาสถานการณ์ชุมชนพหุวัฒนธรรมยุโป (2) เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯจัดสานเสวนา ศึกษาความสัมพันธ์ของคนชุมชนยุโป หลังเกิดผลกระทบจากสถานการณ์  รอฮานี จือนารา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้   เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ร่วมกับแกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโป และเทศบาลยุโป  ได้จัดกิจกรรมสานเสวนา เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่ตำบลยุโป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ โดยมี องค์กร The United Nations Democracy Fund –UNDEF เป็นผู้สนับสนุนโครงการ และฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่ สำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ. ปัตตานี เป็นองค์กรภาคีหนุนเสริมงานด้านวิชาการ  กิจกรรมนี้มุ่งให้คนในชุมชนที่มีความเห็นและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้การสานเสวนา เป็นเครื่องมือในการพูดคุย และรับฟังกัน เพื่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน  พร้อมที่จะหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบที่แต่ละฝ่ายได้รับ นอกจากนั้น ยังเป็นการเปิดโอกาสให้แกนนำผู้หญิงจากชุมชนยุโป ที่เคยผ่านการอบรมเป็นวิทยากรกระบวนการสานเสวนาในโครงการนี้มาก่อน ได้ฝึกการปฏิบัติการจริง จากการจัดการสานเสวนาในชุมชนของตนเอง ในครั้งนี้ เป็นการจัดสานเสวนาขึ้นเป็นครั้งที่ 2  เฉพาะในกลุ่มของชาวมลายูมุสลิมในชุมชนยุโป ส่วนก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดสานเสวนาในกลุ่มชาวพุทธไปแล้ว  เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนเริ่มการสานเสวนา ผู้จัดได้เชิญ มาริสา สมาแห แกนนำผู้หญิงบ้านพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เล่าประสบการณ์การทำสานเสวนาระหว่างคนในชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐในชุมชนพ่อมิ่ง  พร้อมได้ฉายวิดีโอกิจกรรม การสานเสวนาดังกล่าว ที่เผยแพร่ผ่านรายการนักข่าวพลเมือง ผลงานเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง ไทยพีบีเอส   หลังจากนั้นโซรยา จามจุรี นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี และ ผู้แทนของโครงการฯ ได้อธิบายหลักการสานเสวนาให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจ นั่นก็คือ เปิดใจกว้าง ฟังแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ด่วนสรุป ไม่โต้แย้ง ยอมรับความเห็นต่าง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสานเสวนาแสดงความเห็นเพิ่มเติมถึงหลักการอื่นๆ  ที่จะช่วยให้การสานเสวนา พูดคุยดำเนินไปด้วยดี   หลังจากนั้นก็มีการแบ่งกลุ่มพูดคุยเป็น   4 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้นำ กลุ่มแกนนำผู้หญิง กลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ โดยพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบ และความสัมพันธ์ของคนสองวัฒนธรรมในชุมชนประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นให้แต่ละกลุ่มได้เสนอความคิดเห็น ตัวแทนผู้นำศาสนา ได้สรุปการพูดคุยว่า  ก่อนเกิดเหตุการณ์ฯ ชาวบ้านสามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ชาวบ้านเริ่มรู้สึกหวาดระแวง แต่ทั้งนี้ 90 เปอร์เซ็นต์วิถีชีวิตระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิมยังเหมือนเดิม แต่บางชุมชนที่ไม่ไปมาหาสู่กันนั้น  เนื่องจากว่าก่อนเกิดเหตุการณ์พวกเขาก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว และบอกว่า “จริงแล้วชาวบ้านไม่รู้ว่ากลัวอะไรกันแน่  แต่ที่แน่ๆ สาเหตุที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปในหมู่บ้านไทยพุทธนั้น เพราะกลัวหมากัดมากกว่า” สำหรับปัญหาที่น่าห่วงใยจริงๆ คือปัญหาของกลุ่มวัยรุ่นระหว่างสองศาสนาที่ขัดแย้งกัน แต่คิดว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ แต่เป็นเรื่องที่เขม่นกันมากกว่า   ซึ่งบางทีก็มีเรื่องกัน จนผู้ใหญ่ต้องเคลียร์กัน ตัวแทนผู้นำชุมชนได้กล่าวอีกว่า ชุมชนในตำบลยุโปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บ้านบ่อเจ็ดลูก เพราะเมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เจ้าหน้าที่มักจะไปปิดล้อมตรวจค้นล้อมหมู่บ้านนี้  เนื่องจากก่อนนี้ เป็นชุมชน ที่เคยมีเยาวชนไปเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อ  28 เมษายน ปี 2547 จึงทำให้ถูกหวาดระแวง โดยเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า ความสัมพันธ์พุทธ-มลายูมุสลิมที่เริ่มร้าวนั้น ผู้นำท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเทศบาล ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ได้พยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์       พุทธ-มลายูมุสลิม โดยใช้กิจกรรมทางด้านสังคมและ เศรษฐกิจ เช่น การปลูกต้นไม้ การจัดให้มีตลาดนัด เป็นต้น นอกจากนี้ตัวแทนผู้นำ ได้กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ปัญหาความไม่สงบยังไม่สามารถแก้ไขได้ คิดว่า มาจากการที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตามที่พระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับสั่งไว้ ผู้นำได้เสนอว่า หากมีปัญหาความไม่เข้าใจ ควรแก้ปัญหาด้วยการนั่งคุยกัน ว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร  ซึ่งก็สามารถใช้หลักศาสนาและหลักกฎหมายทั่วไป  ในการแก้ไขปัญหาได้อยู่แล้ว  ตัวแทนเยาวชน ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ได้สรุปการพูดคุยอย่างน่าสนใจว่าก่อนเกิดเหตุความไม่สงบนั้น สถานการณ์ความเป็นอยู่ค่อนข้างสงบ สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ การเดินทางปลอดภัย สามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้ “ เมื่อก่อนผมไปโรงเรียน โดยใช้รถของคนไทยพุทธเป็นรถเหมา” แต่หลังเกิดเหตุการณ์ ชาวบ้านเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าจะเกิดระเบิด หรือถ้าจะออกไปทำงานก็ต้องออกสายๆ ประมาณ 8 โมงเช้า นอกจากนี้ เขายังพูดถึงปัญหาการถูกหวาดระแวงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลังเกิดสถานการณ์ ในหมู่บ้านที่เจ้าหน้าที่ต้องสงสัย  รวมถึงกลุ่มเยาวชนเอง ที่อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ ทำให้ทำกิจกรรมนักศึกษาด้วยความยากลำบาก เพราะจะถูกเพ่งเล็งในทางไม่ดี   ผู้แทนเยาวชนยังได้ยกปัญหาอื่นๆที่สำคัญที่เกิดในชุมชน คือ ปัญหายาเสพติด ที่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ยาเสพติดเริ่มระบาดมากขึ้น   รวมทั้งปัญหาการศึกษา ซึ่งเขามองคนในชุมชนยังมีการศึกษาน้อย ทำให้ชาวบ้านที่ประสบกับปัญหาความไม่สงบ ไม่สามารถแก้ปัญหาตัวเองได้ดี  เขาจึงเสนอให้ผู้นำส่งเสริมเรื่องการศึกษาแก่คนในชุมชน แต่ เป็นการศึกษานอกโรงเรียนเช่น ให้มีห้องสมุดในหมู่บ้าน มีอินเตอร์เน็ทไร้สาย ( wi-fi )ในหมู่บ้าน แต่ก็ให้มีการควบคุมการใช้ด้วย เขายังสะท้อนอีกว่า หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เศรษฐกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มตกต่ำมากขึ้น การท่องเที่ยวลดลง ทั้งที่ในสามจังหวัด มีสถานท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย เขายังได้พูดถึงปัญหาความสัมพันธ์พุทธม-ลายูมุสลิมในสมัยก่อนว่า เดิมทั้งสองสามารถทำกิจกรรมด้วยกันได้ แต่ปัจจุบันมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย  ต่างกลัว หวาดระแวงกันและกัน  ซึ่งความหวาดระแวง หรือความกลัว นี้ถือเป็นสิ่งที่ขัดขวางให้ชุมชนยุโปไม่มีความสามัคคี ต่อความเห็นในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้น ในกลุ่มเยาวชนเสนอได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก โดยเห็นว่า สามารถทำได้ ทั้งในระดับบุคล  ไปจนถึงระดับชุมชน เช่นการทักทายกับเพื่อนต่างศาสนิกด้วยรอยยิ้ม “หากเจอกัน ควรทักทายด้วยการ ‘ยิ้มกัน’ ไม่ควรทำหน้าบูด มิเช่นนั้นชาวไทยพุทธก็จะเกิดความหวาดระแวงเรา” การจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างสองวัฒนธรรม เช่น ทำค่ายด้วยกัน ทำความสะอาดในชุมชน “กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างพุทธ-มลายูมลายูมุสลิมที่กล่าวมานี้หวังเพื่อสร้างช่องทางเพื่ออธิบายหรือชี้แจงความถูกต้องของหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เพราะไทยพุทธมักเข้าใจผิดว่า มลายูมุสลิมเป็นหัวรุนแรง มลายูมุสลิมชอบการฆ่ากัน เข้ากับศาสนาอื่นไม่ได้  ทั้งนี้ก็เพราะชาวไทยพุทธยังไม่เข้าใจหลักศาสนาอิสลามที่แท้จริง ว่าจริงๆ แล้ว ไม่ได้สอนให้มลายูมุสลิมเป็นเช่นนั้น” การจัดเวทีสานเสวนาระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิม เพื่อสร้างความเข้าใจ รู้เขา รู้ เรา เราก็จะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบายทำความเข้าใจได้ การที่พุทธม-ลายูมุสลิมต่างต้องเป็นหูเป็นตากัน ระวังซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งพุทธม-ลายูมุสลิม การเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งพุทธ-มลายูมุสลิม เขาก็จะได้เข้าใจว่า เราเข้าใจเขา ไม่ได้เกลียดเขา การสร้างให้คนชุมชนยุโปมีจิตอาสา ส่งเสริมให้ เยาวชนไปสอนหนังสือ เด็กๆ ทำความสะอาด พัฒนาชุมชน ส่วนตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ ได้เสนอให้ผู้นำชุมชน จัดเวทีสานสัมพันธ์พุทธ-มลายูมุสลิมด้วยการพูดคุยกัน   ในขณะที่วงแกนนำผู้หญิง สะท้อนปัญหาว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ส่งผลให้การเดินทางของคนในชุมชนไม่ค่อยปลอดภัย แต่ตอนนี้ก็คลี่คลายไปมาก  “ก่อนหน้านี้ถ้าจะไปทำงานไม่สามารถใส่ชุดเครื่องแบบหรือยูนีฟอร์มได้ ต้องใส่ชุดบ้านไปก่อนและค่อยไปสับเปลี่ยนที่ทำงาน เพราะมีคนมาขู่ไม่ให้ใส่ แต่ปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่มีแล้ว ”   ตัวแทนแกนนำผู้หญิงยังได้บอกอีกว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในชุมชนยุโปนั้น ทำให้คนนอกไม่กล้าเข้ามาในหมู่บ้าน “มีคนบอกว่า ในหมู่บ้านมีโจรเยอะ เรารู้สึกน้อยใจ ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีโจรเยอะ” ส่วนข้อข้อเสนอของกลุ่มนี้มองว่า ต้องการให้มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์พุทธมลายูมุสลิม โดยการเคารพกันและกัน “ถ้าไทยพุทธเชิญมลายูมุสลิมไปร่วมงาน เราก็ควรไป แม้ว่าจะกินไม่ได้ก็ตาม” นอกจากนี้เขายังเสนอว่า มลายูมุสลิมควรไปเยี่ยมเยียนชาวไทยพุทธด้วย ไม่เฉพาะมลายูมุสลิมเท่านั้น แม้แต่การเป็น อสม.ก็ต้องดูแลอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะกลุ่มของตนเอง ผู้นำชุมชนคนหนึ่งได้เสริมอีกว่า ก่อนหน้านี้เวทีพูดคุยเพื่อแก้ปัญหามีเฉพาะระดับผู้นำเท่านั้น สามปีที่ผ่านมา ผู้นำได้เสนอแก้ปัญหาเป็นในเชิงนโยบาย แต่ยังไม่ได้เกิดผลอะไร ซึ่งภาคประชาสังคมเป็นองค์กรที่สำคัญที่จะเป็นตัวกลางในการให้ชาวบ้านส่งเสียง ฉะนั้นอยากให้พวกเราเสนอความคิดเห็นให้มากที่สุด และนำเสนอความคิดเห็นสู่เวทีภาคประชาสังคม นาย ธานินทร์  บือราเฮง นายกเทศมนตรีของยุโป กล่าวชื่นชมโครงการสานเสวนานี้ และอยากให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนของเราเอง นอกจากนี้เขายังให้ความหวังต่อเวทีสานเสวนาระหว่างพุทธ-มลายูมุสลิมในครั้งหน้าว่า หากทั้งสองวัฒนธรรมได้คุยทำความเข้าใจกันแล้วหวังว่า ความรู้สึกเดิมๆ จะกลับมา ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบคนหนึ่ง ซึ่งสามีต้องขัง สะท้อนการจัดสานเสวนาครั้งนี้ว่า รู้สึกขอบคุณรู้สึกดีใจ โล่งใจ และมีกำลังใจมากขึ้นที่มีกลุ่มผู้หญิงเข้ามาในหมู่บ้าน โดยเฉพาะการที่ได้ไปเยี่ยมเยียวยาเขาถึงบ้านด้วย ก่อนนี้
เครือข่ายผู้หญิงฯ เปิดเวทีสานเสวนาศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ในชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ยุโป
เครือข่ายผู้หญิงฯ เปิดเวทีสานเสวนาศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ในชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ยุโป รอฮานี จือนารา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ จัดสานเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนในชุมชนพหุวัฒนธรรม (พุทธ-มลายูมุสลิม)ที่ยุโป โดยเวทีสานเสวนาครั้งที่ 1 ของกลุ่มชาวพุทธ  สะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองศาสนาไม่เหมือนเดิม  ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในสิทธิและโอกาสที่ได้รับอย่างไรก็ตาม  ก็อยากให้มีการสานสัมพันธ์ระหว่างชุมชนพุทธมุสลิมให้ดีเหมือนเดิม   โดยทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  มูลนิธิฮิลาลอะห์มัร ร่วมกับแกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโป และเทศบาลยุโป  ได้จัดกิจกรรมสานเสวนา เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ที่ตำบลยุโป ตำบลยุโป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ โดยมี องค์กร The United Nations Democracy Fund –UNDEF เป็นผู้สนับสนุนโครงการ  กิจกรรมนี้มุ่งให้คนในชุมชนที่มีความเห็น และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้เครื่องมือสานเสวนา เพื่อพูดคุยรับฟังกันให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน  และหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบที่ได้รับ ก่อนจะเริ่มดำเนินการสานเสวนา คุณโซรยา จามจุรี นักวิชาการจากสำนักส่งเสริมและการศึกษาต่อเนื่อง ม.อ.ปัตตานี และ ผู้แทนของโครงการฯ ได้กล่าวถึง เป้าหมายของกิจกรรมนี้ว่า  “ กิจกรรมครั้งนี้มุ่งหวังให้ชุมชนพหุวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยพุทธมุสลิมได้พูดคุยเพื่อศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม  จะได้ร่วมกันหาทางออกในอนาคต  ที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจกัน และประสานความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชนไว้ได้  โดยครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยเฉพาะกลุ่มไทยพุทธ  ส่วนครั้งหน้าจะเป็นการพูดคุยเฉพาะกลุ่มมลายูมุสลิม และสุดท้ายจะให้ตัวแทนทั้งสองกลุ่มได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน” โซรยา จามจุรี ได้อธิบายหลักการของการสานเสวนาให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า “สานเสวนามีความแตกต่างกับการทำเวทีประชาคม หรือการอภิปรายทั่วไปที่คนในชุมชนอาจจะคุ้นเคยกว่า เพราะการสานเสวนา คือ การพูดคุยแลกเปลี่ยน และเน้น ‘การฟัง’ มากที่สุด ซึ่งหลักการการเสวนา ประกอบด้วย การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเปิดใจกว้างพร้อมรับฟังความคิดเห็นต่าง  การไม่ด่วนสรุป ไม่ตัดสินถูกผิด การแสดงจุดยืนและความต้องการที่แม้จะแตกต่างกัน แต่แสดงด้วยท่าทีที่ดี  และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น” แบ่งกลุ่มย่อยให้ชุมชนสะท้อนปัญหา ก่อน-หลัง สถานการณ์ความไม่สงบ ในกิจกรรมได้แบ่งกลุ่มย่อยเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้นำ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และกลุ่มสตรีและเยาวชน เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้สะท้อนปัญหาวิถีชีวิตก่อนและหลังเหตุการณ์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ผู้นำชุมชนคนหนึ่งในวงสานเสวนา ได้สรุปการพูดคุยว่า “ก่อนเกิดเหตุการณ์ในตำบลยุโปมีความปลอดภัย สามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่หลังเหตุการณ์ การเดินทางไม่ค่อยปลอดภัย ต้องเสี่ยงอันตราย” เขายังได้สะท้อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของชุมชนพุทธว่า “ชาวพุทธในพื้นที่รู้สึกได้รับสิทธิเสรีภาพไม่เท่าเทียมกัน   มีการให้โควตาพิเศษหลายเรื่องเฉพาะกับพี่น้องมุสลิม ” นอกจากนี้เขายังบอกว่าคนปกติธรรมดาด้วยกันในชุมชน ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งพุทธ มุสลิม  แต่กับคนที่เห็นต่าง อยากให้ขยายพื้นที่การพูดคุย โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ก่อเหตุความรุนแรง เพราะเชื่อว่าหากเราพูดคุยเจรจากับกลุ่มนี้แล้ว ชีวิตของชาวบ้านก็จะปลอดภัย เดินทางปลอดภัยมากขึ้น มีความไว้วางใจกันมากขึ้น และสุดท้ายผู้นำชุมคนนี้ได้ยกคำพูดที่เขารู้สึกประทับใจของอาจารย์ท่านหนึ่งจากม.อ.ปัตตานี ที่ได้บรรยายให้คนในชุมชนฟังถึงการใช้คำเรียกกลุ่มคนศาสนาต่างๆ ที่เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่  ที่ทำให้คนไทยพุทธและมุสลิมในพื้นที่มีความสามัคคี รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นว่า “คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดั้งเดิม ทั้งที่เป็นพุทธมุสลิม และคริสต์ ต่างมาจากเชื้อสายมลายู ดังนั้นเราควรนิยามพวกเราว่า มลายูมุสลิม มลายูพุทธ และมลายูคริสต์” ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ได้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “ก่อนเกิดเหตุการณ์ชุมชนมีความสงบ ปลอดภัยไปมาหาสู่กันได้ โล่งใจ แต่หลังจากเหตุการณ์ ชาวบ้านมีความหวาดกลัว หวาดระแวงว่าจะเกิดอันตรายทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น คนนอกพื้นที่ไม่กล้าเข้ามาในชุมชน และมีเด็กกำพร้ามากขึ้น” กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบยังสะท้อนอีกว่า “หลังจากเหตุการณ์ ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมีความแตกแยกเพราะแก่งแย่งเงินเยียวยา” และสุดท้ายมีตัวแทนจากกลุ่มเยาวชนได้สรุปประเด็นที่คล้ายคลึงกับกลุ่มอื่น แต่มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจว่า  “อยากให้ผู้นำชุมชนจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เช่น กีฬาสานสัมพันธ์ หรือ ค่ายอนุรักษ์ป่า ระหว่างพุทธมุสลิมให้มากขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มได้พูดคุยแลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจกันมากขึ้น” การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เครือข่ายผู้หญิงฯ ยอมรับว่า เครือข่ายผู้หญิงฯเป็นแค่ผู้อำนวยการจัดกิจกรรม  รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้ โดยให้แกนนำผู้หญิงชุมชนบ้านยุโปที่ผ่านการอบรมการเป็นวิทยากรกระบวนการสานเสวนา หรือเป็นผู้ดำเนินการสานเสวนาด้วยตัวเอง และเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ทั้งนี้เพื่อให้แกนนำผู้หญิงดังกล่าวฝึกฝนทักษะการจัดสานเสวนาให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น สามารถจัดกิจกรรมสานเสวนาในครั้งต่อไปได้  รวมทั้งสามารถใช้การสานเสวนาเป็นเครื่องมือ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องอื่นๆอีกในชุมชน ด้านผู้นำชุมชนอีกคน เผยว่า “การสานเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบของชาวบ้านครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการคุยกันในเวที นับว่าเป็นโอกาสที่ดียิ่ง” คุณนวรัตน์ เพ็ชรเรือนทอง ปลัดเทศบาลยุโปกล่าวว่า “ สาเหตุที่ชาวบ้านกล้าพูดวันนี้  เนื่องจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วบ้าง การสร้างบรรยากาศและการเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้พูด ทำให้พวกเขามีความสบายใจและอยากจะสะท้อนปัญหามากขึ้น” ในการสานเสวนากับชาวมุสลิมในชุมชนรอบต่อไป ชุมชนชาวพุทธ ยังอยากจะพูดคุยในเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบที่พวกเขาได้รับหลังเกิดสถานการณ์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่ชุมชนมุสลิมได้รับ ทั้งนี้เพื่อลดความเข้าใจผิดและหวาดระแวงที่มีต่อกัน และร่วมกันหาแนวทางในการเยียวยาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ ร่วมแถลงการณ์ “ข้อห่วงใยของผู้หญิงต่อวงจรความรุนแรงชายแดนใต้”
  แถลงการณ์ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ เรื่อง “ข้อห่วงใยของผู้หญิงต่อวงจรความรุนแรงชายแดนใต้” วันอังคารที่ 28 เมษายน 2558 ณ โรงแรมปาร์ควิว จังหวัดปัตตานี ------------------------------ ทุกฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนมายาวนานกว่า 11 ปีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อาจไม่คิดว่ากำลังสร้างวงจรแห่งความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น  ทำให้ประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียเสาหลักของครอบครัวและประสบความยากลำบากในการดำเนินชีวิต บั่นทอนสายสัมพันธ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันมายาวนานทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้ห่างไกลจากความมั่นคงและสันติภาพออกไปทุกขณะ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้หญิงทั้งชาวพุทธและมุสลิม ซึ่งทำงานสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมทั้งด้านการเยียวยา การพัฒนา การสื่อสารและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ องค์กรริเริ่ม 16 องค์กร ได้จัดประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2558 ในจังหวัดปัตตานี  โดยมีวาระสำคัญประการหนึ่ง คือการประเมินและวิเคราะห์วงจรความรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพในพื้นที่ ผลจากการประชุมดังกล่าว คณะทำงานฯ มีความเห็นว่า เมื่อมีการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเริ่มโดยฝ่ายใดก็ตาม จะเกิดการตอบโต้จนกลายเป็นวงจรความรุนแรงเสมอมา ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็กและผู้หญิง ดังกรณีการวิสามัญฆาตกรรมเยาวชน 4 ศพโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่บ้านโต๊ะชูด อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ได้ทำให้เกิดความรุนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนมีการวางระเบิด 7ครั้งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสรวมถึงการลอบยิงราษฎรและเหตุการณ์ความรุนแรงอื่นๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ30 เหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต13 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กและผู้หญิง 9 คน และบาดเจ็บรวมอีกทั้งหมด20คน  เนื่องในวาระครบรอบ 11 ปีเหตุการณ์ 28 เมษายน 2547 อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของวงจรความรุนแรงในพื้นที่ คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ จึงมีข้อเรียกร้องเพื่อยุติวงจรความรุนแรงดังกล่าว และสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพ ดังนี้             1. “ผู้ใช้กำลังอาวุธทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนโดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง และยุติการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน เป็นต้น              2. “รัฐต้องรับผิดชอบในการค้นหาและนำเสนอความจริงต่อสาธารณะโดยเร็วในกรณีเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ได้แก่ การเสียชีวิตของเด็กและผู้หญิง การเสียชีวิตของนักต่อสู้เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การฆ่าด้วยวิธีการทารุณโหดร้าย การฆ่าล้างครอบครัว การเสียชีวิตที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจนลุกลามเป็นวงจรความรุนแรงต่อไป              3.  รัฐต้องมุ่งมั่นที่จะขจัดวัฒนธรรมคนทำผิดลอยนวล (impunity)โดยคุ้มครองทั้งสิทธิของผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงให้การดูแลเยียวยาโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม             4. “พี่น้องประชาชนทุกศาสนิกต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อแรงยั่วยุจากการก่อเหตุความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม เพื่อไม่ให้วงจรความรุนแรงขยายตัว ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งทุกรูปแบบต้องเป็นไปโดยยึดหลักสันติวิธี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และใช้การพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน             รายนามคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ กลุ่มเครือข่ายสตรีเสื้อเขียวชายแดนใต้ กลุ่มเซากูน่า                                                        กลุ่มด้วยใจ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดปัตตานี                    เครือข่ายการช่วยเหลือเด็กกำพร้า เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ        เครือข่ายชุมชนศรัทธา       เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้        เครือข่ายวิทยุชุมชนจังหวัดปัตตานี เครือข่ายสตรีชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ ชมรมข้าราชการมุสลีมะห์นราธิวาส ชมรมผู้นำมุสลีมะห์นราธิวาส                                    มูลนิธิเพื่อการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า     ศูนย์ฟ้าใสเครือข่ายเยาวชนจังหวัดยะลา         ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้                               สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ สภาประชาสังคมชายแดนใต้ สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ(WePeace)         สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี                                              สมาคมสวัสดิการมุสลีมะฮ์จังหวัดยะลา         
Civic Women อบรมอาสมัครผู้หญิง เยียวยาอย่างมีความรู้
Civic Women อบรมอาสมัครผู้หญิง เยียวยาอย่างมีความรู้ อารีด้า  สาเม๊าะ   เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ จัดอบรมอาสาสมัครผู้หญิง ลงพื้นที่เยียวยาต้องมีความรู้ ส่งต่อเคสเพื่อให้มีความช่วยเหลือได้ หลัง 10 ปีการเยียวยาไฟใต้ ด้านสำนักการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าให้การเยียวยาครอบครัวโดยการจัดจ้างเดือนละ 4,500 บาท กว่า 3,000 คน ระหว่างวันที่ 25-26 เมษายน 2558 เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ร่วมด้วยมูลนิธิฮิลาลอะห์มัร จัดอบรมอาสาสมัครผู้หญิงฯ เพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพผู้หญิงเพื่อการสานเสวนาสันติภาพที่เป็นประชาธิปไตยชายแดนใต้ ณ ห้องสะบารัง โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เพื่อให้อาสาสมัครผู้หญิงที่ลงพื้นที่เยียวยาสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับการเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ นางโซรยา จามจุรี เปิดเผยว่า ในกลุ่มผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครที่ทำงานภาคประชาสังคมซึ่งมีการทำงานเกี่ยวข้องกับการเยียวยาอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ต่างๆ เช่น หมู่บ้านกูจิงลือปะ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และชาวบ้านจากชุมชนยุโป ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา และชาวบ้านจากชุมชนพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เข้าร่วมประมาณ 30 คน และเป็นกลุ่มเป้าหมายจากชุมชนที่ทางเครือข่ายกำลังจะสร้างเวทีเสวนาภายในชุมชนดังกล่าวด้วย   ในกิจกรรมการอบรม มีประเด็นเรื่อง “หลักเกณฑ์การเยียวยา องค์กรภาครัฐต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและการเชื่อมประสานการทำงานภาคประชาสังคม” โดยผ.อ.ส่วนสนับสนุนการเยียวยา สำนักการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ศอ.บต. “หลักการสากลในการเยียวยาและการช่วยเหลือทางด้านมนุษธรรม” โดย กาชาดสากล(ICRC)  “เทคนิคการผ่อนคลายใจ” โดย ดร.รอฮานิ เจะอาแซ “ผู้ได้รับผลกระทบคดีความมั่นคง: การเยียวยาและการกลับคืนสู่สังคม” โดย พล.ต.ชวลิต เรียนแจ้ง และนายกิตติ  สุระคำแหง “หลักการเยียวยาจิตใจและเยี่ยมบ้านผู้ได้รับผลกระทบ” โดย แพทย์หญิงเพชรดาว  โต๊ะมีนา พล.ต. ชวลิต เรียนแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเยียวยา หลายกิจกรรม ตัวอย่างเช่น การเยียวยาครอบครัวได้รับผลกระทบ โดยการจัดจ้างเดือนละ 4500 บาทต่อเดือน มีประมาณ 3000 คนที่ได้รับสิทธินี้ ซึ่งจะให้สำหรับญาติที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบชายแดนใต้ พล.ต.ชวลิต ตอบประเด็นที่ชาวบ้านกูจิงลือปะ สอบถามเรื่องการเยียวยา 4500 บาท ที่น่าจะเยียวยาคนที่ศาลยกฟ้องคดีป.วิอาญา ที่ครอบครัวเดือดร้อนมากกว่ากรณีเสียชีวิต ว่า รับจะเข้าคณะกรรมการเพื่อพูดคุยประเด็นที่เสนอ เนื่องจากเป็นประเด็นใหม่ พล.ต. ชวลิต ได้เปิดเผยอีกว่า ยังมีตัวอย่างคือ โครงการพาคนกลับบ้าน ที่พาผู้ที่หลบหนี ไม่สามารถอยู่บ้านได้เนื่องจากมีหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือติดคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย.วิอาญา ในคดีความมั่นคงชายแดนใต้ ซึ่งกอ.รมน. ได้จัดโครงการให้ผู้คนเหล่านี้ กลับเข้ามาในสังคมได้ โดยต้องไม่ก่อเหตุอีก ซึ่งได้มีผู้เข้าร่วมแล้ว 1200 กว่าคน โดยมีบุคคล 3 กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ 1. ผู้มีหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 48 ต้องได้รับการเพิกถอนหมายจากศาลก่อน แล้วส่งใบเพิกถอนจากศาลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนจากทะเบียนประวัติ 2. ผู้หวาดระแวง ที่มีความหวาดกลัวว่าจะเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งหลายคนเลือกจะหนีออกนอกพื้นที่ 3. ผู้ติดหมาย ป.วิอาญา ซึ่งต้องมีกระบวนการคัดกรอง ก่อนได้รับการอนุมัติเข้าโครงการฯ ในสัดส่วนของผู้เข้าโครงการเป็นผู้ชาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ พ.ร.ก. กับผู้หญิงในพื้นที่ มีเพียงกรณีกูจิงลือปะ ที่เป็นผู้หญิงเป็นผู้ต้องหา 40 กว่าคน ที่ถูกหมาย ป.วิอาญา พล.ต.ชวลิต เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่จะเข้าร่วมในโครงการพาคนกลับบ้าน ให้ติดต่อผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่รับผิดชอบในพื้นที่จะดีที่สุด เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านจะเข้าใจกลไกการรับเรื่องเข้าโครงการนี้ ขั้นตอนการเดินเรื่องเพื่อเข้าโครงการนี้เป็นความลับทุกกระบวนการ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 15 เปิดเผยว่า มีหลายกรณีที่ไม่มีรักษาที่ถูกต้อง เนื่องจากบางกรณีไม่มีบาดแผลจากภายนอก ทำให้ไม่ได้รับการดูแล แต่เมื่อถูกส่งต่อให้ศูนย์สุขภาพจิตฯ ผู้เชี่ยวชาญประเมินและรับการรักษาที่ถูกต้อง อุปสรรคที่พบในการทำงานเยียวยาของศูนย์สุขภาพจิตที่ผ่านมา 1) ไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง เช่น เด็ก ผู้พิการ ซ้อมทรมาน ผู้ได้รับผลกระทบนอกพื้นที่ที่ไม่มี 3 ฝ่ายรับรอง 2) การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลต่างๆยังไม่เชื่อมต่อกัน 3) การคัดกรองและส่งต่อยังน้อย 4) ชุมชนยังไม่มีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยในเรื่องความต่อเนื่องและความครอบคลุม พญ.เพชรดาว เปิดเผยว่า อาการที่เกิดกับเด็กที่น่ากลัวที่คือ อาการทางจิต โดยเฉพาะอาการ PTSD (post trauma stress disorder) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดหลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชีวิต ซึ่งเด็กจะแสดงออกในอีกหลายปีหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ การสังเกตจากคนใกล้ตัว และต้องอาศัยความเข้าใจจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก เนื่องจากบาดแผลทางใจมักจะถูกมองข้าม พญ.เพชรดาว เปิดเผยอีกว่า เจอกลุ่มที่มีอาการ PTSD แล้วไม่ยอมไปรักษาตัว ซึ่งเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด พบจากการลงพื้นที่และเข้ารักษาเพียง 25 คน แต่ความเป็นจริงแล้วมีมากกว่านั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคมเพื่อส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นเพื่อให้ศูนย์สามารถลงพื้นที่ประเมินอาการได้ นางสาวอัสรา รัฐการัณย์ ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า โครงนี้มีทั้งหมด 3 กิจกรรมหลักๆคือ การเสวนา การลงเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบฯ และการสื่อสาร โดยจะมีการอบรมในประเด็นต่างๆเพื่อมาสนับสนุนการทำงานทั้ง 3 กิจกรรมด้วย เช่นเดียวกับการอบรมเรื่องการเยียวยาครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนงานเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบ “ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้หญิงฯและภาคี ทำได้เพียงลงไปให้กำลังใจครอบครัวที่กำลังประสบเหตุร้าย แต่เมื่อลงไปมีชาวบ้านถามเรื่องการเยียวยาแล้วทีมลงพื้นที่ตอบได้ไม่มาก จึงเปลี่ยนวิธีคิดว่า ทีมลงพื้นที่อาสาสมัครต่างๆควรมีความรู้เรื่องการเยียวยาเพื่อสามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบได้
Deep South: Tragedy at Thung Yang Daeng

รหัส 4 โพสต์เมื่อ 07 เมษายน 2558 15:03 น. ดู 127 ครั้ง

Suhaimi Senlae was one of the four unarmed civilian young men killed during a raid in Tung Yang Dang District of restive southern border province of Pattani in late March. Local people say he merely enjoyed himself with drugs when he was brutally shot dead by the authorities. Areeda Samoe, from the Network of Civil Society Women in the Deep South, talked to the family of Suhaimi.  

 

It has been a week since the interviewer visited the family of Suhaimi, one of the four youths shot dead in a raid in Tung Yang Daeng District of Pattani. 22 men and a 63-year-old woman were also detained after the incident. Two of the four dead are students of Fatoni University, formerly known as the Yala Islamic University. Asst Prof Dr. Ismail Lutfi Japakiya, Rector of Fatoni University and also a respected academic in Islamic studies, has actively defended the two students and two others who were brutally killed by the military.    

 

Suhaimi has had less focus in the media since he is not a university student and there are reports that he was a drug addict. 

 

Suhaimi, 32, had six brothers and sisters. Suhaimi was the eldest son. The family has only two sons, Suhaimi and the youngest, 15 years old. Two sisters are in school, two are married and another is looking for a job. The parents are rubber tappers and garbage recyclers.

 

Lina Senlae, 27, is the third child of the Senlae family. She is the only one who holds a university degree. Still, it is very difficult for her to find a teaching job in a school since she does not hold a degree in pedagogy. 

 

"I once worked in the human resources department at a resort in Krabi Province for a year, but I always had an urge to come home because there was only my late brother to take care of mom, dad and grandma. I decided to come home and find work near home to share the burden of my brother," Lina said.  

 

Areeda Samoe, from the Network of Civil Society Women in the Deep South, talked to two sisters of Suhaimi Senlae

 

The fourth child, Mona, 24, almost could not finish school because the family is destitute. She passed the entrance examination to three colleges in the South but decided not to enrol or abandoned her studies after a year because the family could not support her and some colleges are far from home. She finally graduated from a community college in the southern border province of Yala, which offers a weekend-only programme with cheap tuition fees. Having only a diploma in primary education does not help her much in the job market, so she wants to pursue a bachelor’s degree. 

 

Mona said her eldest brother was everything to the younger brothers and sisters. Although he seemed to be very quiet, he did his best to take care of them. 

 

Lina said Suhaimi had a diploma in business management from Yala Polytechnic College. After graduation, he worked as a contract employee of Thung Yang Daeng District which paid him 4,500 baht a month. After the contract ended, he got a job with the Agricultural Cooperative of Talubo Sub-district of Pattani's Mueang District. He travelled back and forth between Talubo and Thung Yang Daeng for a few months before deciding to resign and seek a new job in Yala, which is closer to Thung Yang Daeng.  Sadly, he was killed before he got a new job. 

 

Lina said many people visited the family during the first few days after the incident. Most of them were from the state military and authorities. 

 

"The soldiers in green uniforms came on the first day. They came to say that it's not their unit who killed my brother, but others, an outside unit." They explained that outsiders did not cooperate with them and this led to the mistake. 

 

The soldiers in green uniforms gave the family a sack of rice and never came back.

 

The days afterwards, Lina said, military personnel from the 41th Paramilitary Ranger Camp in Yala came almost every day and left the house in the evening. 

 

The two sisters said the visits of the military reminded them how brutally their brother was killed. Whenever the soldiers come, they would hide inside the house. Only their father welcomed the visitors. 

 

"Whenever I see military uniforms, I will inevitably think of how brutally my brother died. I can’t come to terms with it.  I don't want to see them," Lina said. 

 

Suhaimi usually went out with friends after lunch and got back before dinner time. At around 5 pm of that day, the sound of repeated gunfire was heard across the village. No one in the family thought much about it. Not long after, villagers who have access to the internet shared names and photos of the victims on the Line chat application, but most of the names later turned out to be false. The family did not care much about the incident, but were merely curious about why Suhaimi had not yet come home and why he did not return their calls. 

 

Around midnight, the assistant village headman came to the house to convey the bad news. 

 

"Suhaimi …, Suhaimi …" the assistant village headman said to Suhaimi’s mother. 

 

The assistant village headman never finished the sentence, but Suhaimi's mother knew that the nightmare had come. She ran upstairs to cry, while their father went to the hospital to receive the body of Suhaimi. 

 

Lina and Mona said their mother did not eat much after the death of her beloved son. When she saw a shirt of Suhaimi’s, she would also cry. The 84-year-old grandma however was not that sad because she believed that God had designated the day of his death.  

 

Their father, meanwhile, tried his best to lead the family in the difficult time. He welcomed everyone who visited the family, whether they were neighbours, civil society workers or soldiers. "He said whoever came, we have to welcome them," said Lina. "However, when dad is alone, he is sad.”

 

The sisters said Suhaimi planned to get married to a woman working in Yala Hospital this year. The reason he wanted to work in Yala was also to be close to his girlfriend. Before he was killed, he was building an extension to the home where grandma is currently living as a home for the newlyweds. 

 

"He told us that if he got a job in Yala, we'd get to go to college. Nowadays, we have to take turns going to school since our parents cannot take us all to school on the same day."

 

No one from the military has ever come to search the house, before or after the incident. The soldiers only came to say it was not their responsibility. The sisters insist Suhaimi was never involved with insurgent groups nor wanted on any warrant.  

 

"Military fights bandits” is the news headline which angers them. "They wrote that our brother was an RKK member and that he was armed and had a grenade in his hand. Later the news changed to the authorities killing civilians." 

 

‘Bandit’ is a term that Thai newspapers commonly use to label suspected insurgents 

 

"I want this to be corrected. The truth is my brother was not RKK. He was shot dead. He was unarmed. Yes he was addicted to krathom, but he was not a bandit as the reporters wrote. Mom couldn't take it. She was very sad."  

 

An officer assigned to investigate the incident came to talk with the family. The father has filed a complaint at the Damrongtham Centre. The family will do its best to pursue justice for Suhaimi, Lina said.  

 

"Suhaimi wanted everyone to study at a high level. But now he's gone. I will have to carry on his dream and responsibility from now on," Lina said with saddened eyes. 

 

This article was translated and modified from the article first published on the Deep South Watch